welcome to crescent moon space

welcome to crescent moon space
small but beautiful small alternative space for theatre lovers

Sunday, 11 July 2010

บทวิจารณ์ "วอเตอร์ไทม์"

บทวิจารณ์จากบล๊อก ช้าง กระทืบโลง
http://chor-chang-review.blogspot.com/



Water / Time
เวลาของน้ำ เวลาของเรา



ถ้าถามผมว่าเสน่ห์ของละคร Water / Time อยู่ที่ไหน ?

นักแสดง ? แน่นอน มือระดับคุณฮีน ศศิธร พานิชนก ที่ทั้งเรียนมาด้านนี้ ทั้งผ่านงานภาพยนตร์ ละครทีวี และละครเวทีมามากมาย คงไม่ต้องสงสัยในฝีไม้ลายมือของเธอ

ผู้กำกับ ? ก็อีกนั่นแหละ ระดับ “ครูหนิง” พันพัสสา ธูปเทียน ก็รับประกันได้อยู่แล้ว ว่าในฐานะ “ผู้ชมคนแรก” เธอย่อมต้องกลั่นกรอง เลือกสรร (หรือเค้นหา) สิ่งที่ “ใช่” ที่สุดในสายตามาเสนอแก่ผู้ชม


บทละคร ? ได้อ่านจากใบปลิวสูจิบัตร ว่าบทละครเรื่องนี้ โชโกะ ทานิกาวา (ซึ่งร่วมแสดงเอง) เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นก่อน แล้วจึงมาแปลกลับเป็นภาษาไทย/ภาษาอังกฤษทีหลัง แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับความกระชับ ตรงไปตรงมา แต่ก็แยบคายอย่างมีชั้นเชิงของตัวบท


ฉาก ? ก็เก๋และแปลกๆ ดี ที่กลับเอาประตูทางเข้าโรงมาให้ทั้งคนดูและนักแสดงใช้ด้วยกัน คือคนดูก็ใช้ผ่านเข้ามานั่งที่ ส่วนนักแสดงก็ใช้เดินเข้าฉาก เข้ามาในห้องพักอพาร์ตเมนต์ที่ “รก” อย่างได้ใจ และสมจริง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผมคิดว่า เสน่ห์เฉพาะตัวของ Water / Time ไม่ได้ตกไปอยู่ที่ตรงใดตรงหนึ่งที่พรรณนามาแล้วข้างต้น หากแต่อยู่ที่ “ส่วนรวม” หรือ “ผลลัพธ์” ของสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเมื่อหวนระลึกขึ้นมา กลับเด่นชัดในใจเสียยิ่งกว่าส่วนประกอบต่างๆ นั้นเสียอีก

เสน่ห์นั้นก็คือความงามอย่างเรียบง่าย จริงใจ ชนิดที่ถ้าให้นึกเองก็อาจมีอคติคิดไปว่า เป็นสไตล์ “ญี่ปู๊น ญี่ปุ่น” คือคิดมามาก แต่ใช้สอยเพียงอย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น เรียกว่า “ทำน้อยได้มาก”


ความงามในความง่ายนั้นก็คือละครที่พูดถึงเรื่องราวที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะพบเจอได้ในชีวิตประจำวันตามปกติ แต่ขณะเดียวกัน ก็ทิ้งประเด็นใหญ่หลวงน่าขบคิดใคร่ครวญไว้ให้ติดหัวคนดูกลับไปบ้านด้วย


ถ้าเล่าอย่างย่อๆ เรื่องของ Water / Time ว่าด้วย คู่ผัวตัวเมียหนุ่มญี่ปุ่นกับสาวไทย เคนจิ (โชโกะ ทานิกาวา) สามีหัวดื้อ มุ่งมั่นจะเป็นคนเขียนบท ส่วน น้ำ (ศศิธร พานิชนก) ภรรยาคนไทย ก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงละคร แต่หนทางไปสู่สิ่งที่พวกเขาวาดหวังไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในนิวยอร์ก มหานครที่เปรียบประดุจศูนย์กลางจักรวาลของแวดวงละคร น้ำต้องไปทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ หารายได้มาหล่อเลี้ยงความฝันของทั้งเขาและเธอ ในสภาพกดดัน แปลกแยกเช่นนี้ ความสัมพันธ์ที่ต้องสื่อสารข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม (ไทย/อเมริกัน/ญี่ปุ่น) อาจดูเป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ชม แต่สำหรับทั้งสองคน การที่ “คนรัก” พร้อมจะกลับกลายเป็น “คนเคยรัก” นั้น ย่อมไม่ตลกเลย

ในพล็อตเรื่องที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร” เช่นนี้เอง ที่องค์ประกอบทุกภาคส่วน ทั้งนักแสดง บท ผู้กำกับ ฉาก (ตลอดจนส่วนงานอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ออกนาม) กลับร่วมกันสร้างให้มี “อะไร” ขึ้นมา ตัวละครที่อยู่ต่อหน้าดูเป็น “คน” ที่มีชีวิต “จริง” จนเราสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงง่ายๆ นั้นเอง ก็ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับสิ่งที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างจังๆ ดังเช่นประโยคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โฆษณาตั้งแต่เมื่อละครออกแสดงใหม่ๆ ก็คือ “เวลาทะเลาะกับแฟน เราพูดภาษาอะไรกัน” ประโยคง่ายๆ แค่นี้ก็อาจชักนำให้หวนรำลึกถึงประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อีกคนหนึ่งกำลังพูดภาษาอะไรอยู่ (ฟะ!) ทำไม่ไม่เข้าใจเหรอ ? ทำไมไม่พูดภาษาเดียวกัน (กับกรู) ล่ะ ? เหมือนกันกับที่น้ำและเคนจิ ต่างเหน็บแนม ประชดประชัน และ “ทำร้าย” กันและกันด้วยภาษาที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีวันเข้าใจ

ด้วยความที่บทละครเรื่องนี้ใช้ทั้งสามภาษา คือไทย/อังกฤษ/ญี่ปุ่น ไปพร้อมๆ กัน จึงต้องฉายคำบรรยาย (subtitles) อีกสองภาษาไว้ที่ตอนบนของผนังตลอดเวลา แรกๆ ผมก็พยายามอ่านตาม แต่แล้วกลับพบว่า ทำให้เสียสมาธิกับละครไปมาก ก็เลยตัดสินใจเลิกอ่าน ในกรณีของผม - ผู้ชมชาวไทย ซึ่งพอรู้ภาษาฝรั่งนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น – นั่นก็คือการกระโดดลงไปอยู่ในละคร ก้าวเข้าไปสู่ประสบการณ์เดียวกันกับสาวน้ำแบบตรงๆ และปรากฏว่าวิธีนี้ได้ผลน่าสนใจดีทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเลิกอ่านคำบรรยายยังทำให้เรารับรู้พลังหรือ “สาร” ที่นักแสดงส่งออกมา ซึ่งอยู่พ้นไปจากอำนาจของถ้อยคำเสียด้วยซ้ำ

ชื่อเรื่อง Water / Time นั้น ในทางหนึ่ง ก็อาจจะหมายถึงบทละครที่เคนจิเขียน และน้ำเข้าใจว่าคงหมายถึง “เวลา(ของ)น้ำ” แต่พร้อมกันนั้น ละครก็ตั้งใจชักพาผู้ชมให้คิดไปถึงสำนวนที่มีทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ว่าเวลาและวารีย่อมไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยรั้งรอใคร สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ (เพราะชีวิตไม่มีปุ่ม undo เหมือนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ดังนั้น (ถ้าจะให้ฟังดูเป็นทางพระๆ หน่อย ก็คงต้องบอกว่า) จึงพึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ใช้วันเวลา ณ ขณะนี้ให้เต็มเปี่ยม ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง ว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านั้น ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันว่า เวลากำลังใกล้จะหมดลงแล้ว...

ดูเหมือนว่า Water / Time จะบอกผมอย่างนั้น


Water / Time
Cresent Moon Space (สถาบันปรีดี พนมยงค์)
LIFE Theatre
กำกับการแสดง: พันพัสสา ธูปเทียน
นักแสดง: โชโกะ ทานิกาวา, ศศิธร พานิชนก, อภิรักษ์ ชัยปัญหา
17 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม และ 11 – 13 และ 18 – 20 กันยายน 2552


พิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 114 ปักษ์หลัง มีนาคม 2553
เขียนโดย ช้าง กระทืบโรง

ขอขอบคุณข้อมูลจากบล๊อก : ช.ช้างกระทืบโลง

บทวิจารณ์ "ไฟล้างบาป"

เราค้นไปเจอบทวิจารณ์ละครเวทีเรื่อง "ไฟล้างบาป" จากบล๊อกช.ช้างกระทืบโลง เลยนำมาแบ่งกันอ่านที่ หากใครสนใจอ่านบทวิจารณ์ละครเวทีเรื่องอื่นๆได้ที่นี่



ไฟล้างบาป
อาชญากรรมและการลงทัณฑ์ ?


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มิตรรุ่นพี่ท่านหนึ่งเคยเปรยขึ้นในวงสนทนาว่า “นรก” ในจินตภาพของคนไทยนั้น ดูๆ ไปก็ไม่ผิดกับครัว คือมีทั้งไฟ กระทะ และของมีคมนานาชนิด บรรดาสัตว์นรกทั้งหลายก็จะต้องมาชำระล้างบาปของตน ด้วยกรรมวิธีเฉกเช่นเดียวกับที่ “ของสด” ถูกหั่น สับ ปิ้ง ย่าง ต้ม แกง จนกลายเป็น “กับข้าว” ที่เป็น “ของสุก”

ไฟล้างบาป ของพระจันทร์เสี้ยวการละคร ที่เพิ่งกลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง ก็ชวนให้ผมนึกถึงถ้อยคำของอาวุโสท่านนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะบางทีบางที่ “นรก” ก็อาจอยู่ถัดจากครัวไปอีกหน่อยหนึ่ง...

แน่นอนว่า สำหรับละครเรื่องนี้ (หรือเรื่องไหนๆ ก็เถอะ!) นักแสดงย่อมเป็นส่วนสำคัญ แต่ละคนของไฟล้างบาป ล้วนจัดอยู่ในระดับ “ยอดฝีมือ” ของวงการละครเวทีร่วมสมัยของเมืองไทย เช่น สินีนาฏ เกษประไพ เจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี พ.ศ. 2551 ในฐานะศิลปินร่วมสมัยด้านการละคร หรือ ฟารีดา จิราพันธุ์ ซึ่งถ้าให้เดา ก็มีท่าทีว่าคงจะได้รับเกียรติยศอย่างเดียวกันกับสินีนาฏในอีกไม่นานเกินรอ

แต่ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย ก็คือบทละคร ซึ่งริเริ่มโดยนักแสดงทั้งสี่ของเรื่องนี้เอง ในการจัดเวิร์คช็อปของเพต้า (PETA - Philippines Educational Theatre Association) ที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ในปี พ.ศ. 2549 และพัฒนาต่อมา จนได้ออกตระเวนทัวร์แสดงตามสถาบันการศึกษาต่างๆ นับสิบแห่งในประเทศ และล่าสุด ก่อนหน้าการแสดงครั้งล่าสุดนี้ พวกเธอๆ ก็เพิ่งกลับมาจากการนำละครไปแสดงในเทศกาล Mekong Arts and Media Festival 2009 ที่โรงละครจตุมุข กรุงพนมเปญ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมานี่เอง



ไฟล้างบาป เริ่มต้นขึ้น ณ สถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง จะด้วยเหตุผลกลใดไม่แน่ชัด ผู้หญิงแปลกหน้าสามคนมาพบกัน มีทั้ง “ป้าทอม” หนุ่มใหญ่ในร่างหญิง (สินีนาฏ เกษประไพ) ลูกจ้างทำงานบ้าน (ศรวณี ยอดนุ่น) และดาราสาวคนดัง (ฟารีดา จิราพันธุ์) ในไม่ช้า พวกเธอก็ตระหนักว่า ตัวเองตายไปแล้ว และสรุปกันว่า สถานที่แห่งนั้นคงต้องเป็น “นรก”

แต่นรกขุมนั้น ไม่มีเปลวไฟ และไม่มียมบาลใส่หมวกเขาควาย ทว่า จู่ๆ ก็มีกองเสื้อผ้าสกปรก กะละมัง 3 ใบ และผงซักฟอกกล่องใหญ่ขนาดเท่ากระเป๋าเดินทาง หล่นลงมา พวกเธอทั้งสามก็สำเหนียกว่า ในเมื่อที่นั่นเป็นนรก พวกเธอก็ย่อมมีหน้าที่ต้องชดใช้ความผิดบาปที่เคยกระทำมาเมื่อครั้งยังมีชีวิต จึงก้มหน้าก้มตาซักผ้า ชำระล้างบาปไป

ชีวิตซ้ำซากเวียนวนในนรกขุมซักผ้านี้ ดำเนินไปควบคู่กับการที่ผู้หญิงแต่ละคน เริ่มผลัดกันเล่าเท้าความถึงชีวิตเมื่อยังอยู่บนโลกมนุษย์ของตน ไม่ว่าจะเป็น “ป้าทอม” กับความรักแบบ “หญิงรักหญิง” ที่ถูกสังคมประณามว่าผิดเพศ ดาราสาวกับพฤติกรรม “ฉาวโฉ่” ในชีวิตส่วนตัว รวมทั้งเด็กสาวบ้านนอก ผู้ถูกกลุ่มชายโฉดรุมข่มเหง สร้างตราบาปให้แก่ชีวิตเธอ

แต่ครั้นแล้ว ทุกคนก็เริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่เธอ “เป็น” นั้น มันเป็นความผิดบาปอย่างมหันต์ถึงขนาดที่ต้องตกนรกหมกกะละมังอยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์เช่นนั้นเชียวหรือ พวกเธอจึงกู่ก้องตะโกนเรียกหา “ท่าน” เพื่อทวงถาม
ในที่สุด “ท่าน” (สุมณฑา สวนผลรัตน์) ก็ปรากฏตัวออกมา เป็นสาวใหญ่ในชุดขาว ด้วยมาดสตรีหมายเลขหนึ่ง ท่ามกลางความงุนงงของทุกคนว่า เหตุใด “ท่าน” (พระเจ้า? ยมบาล? ใคร?) จึงเป็นผู้หญิง ต่างกับภาพที่มักนึกกันโดยทั่วไปว่าผู้มีอำนาจสูงสุดในจักรวาลจะต้องเป็นเพศชาย

ยิ่งไปกว่านั้น “ท่าน” ซึ่งสั่งให้ทุกคนเรียกเธอว่า “โกลดี้” ก็ย้อนถามทั้งสามสาวว่า มีใครบอกให้เธอไปซักผ้าหรือไม่ ? หรือพวกเธอทำไปเองเพียงเพราะความเคยชิน ? ทั้งยังสำทับด้วยว่า กะละมังนั้น ถ้าไม่หงายใส่น้ำซักผ้า ก็สามารถคว่ำลงใช้วางเท้าได้!

เช่นเดียวกับ “โทษบาป” ที่ทั้งสามคนแบกรับไว้นั้น ล้วนไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่สิ่งที่ต้องชดใช้ด้วยการลงโทษทัณฑ์ ว่าแล้ว โกลดี้ก็ลุกขึ้นเต้น จับมือกับสามสาว พากันเต้นออกไปจาก “นรกแม่บ้าน” นั้น...

ไฟล้างบาป ใช้เวลาแสดงเพียงไม่ถึงชั่วโมง แต่ก็นำเสนอ “สาร” ได้อย่างชัดเจนและตรงประเด็น

ประเด็นที่ว่าด้วย “คำพิพากษา” ที่สังคมมีแก่ผู้หญิง ว่า ผู้หญิง “ที่ดี” หรือ “ปกติ” นั้น ต้องมีคุณสมบัติเช่นไร ควรต้องทำอะไร มีเพศสัมพันธ์แบบไหน กับใครได้บ้าง ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างภาวะจำยอม และเป็นภาระที่ต้องแบกติดตัวไปตลอดชีวิต (หรือเลยไปกว่านั้นด้วย...)

แม้ประเด็นเหล่านี้ อาจดูเหมือน “เกือบ” จะเชย เพราะก็มีการหยิบยกมานำเสนอบนเวทีละครของกลุ่มละครเล็กๆ ต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ที่มันยังไม่เชย ก็เพราะนอกโรงละคร พ้นไปจากเวทีเล็กๆ นั้น ในโลกจริงข้างนอก การฉกฉวยโอกาสจากร่างกาย และ “ความเป็นหญิง” ก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป เหมือนที่เคยเป็นมา ซ้ำร้าย ยิ่งทวีความรุนแรงและความแยบยลขึ้นเป็นลำดับ

และผมก็เชื่อ – ด้วยความเศร้าใจยิ่ง – ว่า ไฟล้างบาป จะยังสามารถนำกลับมาขึ้นเวที (Restage) ซ้ำแล้วซ้ำอีกได้นานปี โดยยังไม่ล้าสมัยง่ายๆ


ไฟล้างบาป (Restage)
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
นักแสดง สินีนาฏ เกษประไพ, ศรวณี ยอดนุ่น, ฟารีดา จิราพันธุ์, สุมณฑา สวนผลรัตน์
Crescent Moon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
3-7 ธันวาคม 2552


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 117 ปักษ์หลัง พฤษภาคม 2553
เขียนโดย ช้าง กระทืบโรง


ขอขอบคุณ:
ช.ช้างกระทืบโลง
ภาพถ่ายโดย:
จีรณัท เจียรกุล

Crescent moon space in July : 2010

เดือนกรกฎาคม เดือนนี้ที่ละครโรงเล็ก Crescent Moon space ไม่มีละครมาลงโรง ก็ได้ให้สเปซพักผ่อนกันบ้าง จะมีงานซ้อมละคร ประชุม และงานคาสติ้งที่เข้ามาใช้ เราเพิ่งเจอบทวิจารณ์ละครเวทีหลยเรื่องที่นักวิจารณ์เขียนถึงละครที่ลงในสเปซของเรา ก็จะนำมาปันกันอ่านในเร็วๆนี้

เดือนหน้าเตรียมพบกับสองหนุ่มนักละครใบ้ งิ่ง ธา เบบี้ไมม์ และแขกรีบเชิญพิเศษใน Little Mime Project 2 ตั้งแต่ 12 - 22 สิงหาคมนี้

Friday, 25 June 2010

บทวิจารณ์ “สุดทางที่บางแคร์”

บทวิจารณ์ "สุดทางที่บางแคร์"
จากเว็บวิจารณ์แบบไร้ปราณี

ดูที่นี่:
http://www.barkandbite.net/



ผมเคยนั่งคิดว่าถ้าผมแก่ตัวไปจะเป็นอย่างไร จะเหมือนกับที่ผมเห็นคุณปู่คุณย่าที่กลายเป็นภาพของคนแก่ขี้บ่น อารมณ์ร้อน แบบเดียวกับในความทรงจำของผมหรือเปล่า และถ้าเป็นอย่างนั้น วันเวลาดังกล่าวผมจะคิดอะไรกันแน่

แม้อาจจะทำให้ผมแก่ลงไปจริง ๆ แต่การดูละคร “สุดทางที่บางแคร์” ฝีมือการกำกับของปานรัตน กริชชาญชัย ก็พอจะทำให้ผมได้เห็นมุมมองและเข้าใจคนสูงอายุมากขึ้น ได้มีประสบการณ์ช่วงหนึ่งที่จะเข้าใจภาวะของ “การแก่ตัวลง” และไม่วายที่จะคิดพร้อมรอยยิ้มว่าผมรู้สึกพร้อมจะรับความแก่ขึ้นมาบ้างนิดนึงแล้วล่ะเรื่องราวของ “สุดทางที่บางแคร์” เป็นเรื่องราวในวันที่เหมือนจะทั่ว ๆ ไปของเหล่าหญิงชราสามคนที่บ้านพักคนชรา ซึ่งก็ไม่พ้นการพูดคุย หากิจกรรมทำเรื่อย ๆ ทะเลาะ ง้องอนกับบรรดาเพื่อนร่วมหลังคาเดียวกัน ซึ่งภายในเรื่องราวเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วย “ชีวิต” ที่กำลังโลดแล่นแม้ว่าภายนอกจะอ่อนโรยลงไปด้วยวัยแล้วก็ตาม

ผมเองก็ไม่เคยอ่านบทละครดั้งเดิมอย่าง Heroes ของ Tom Stoppard ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจก่อนจะมาเป็นบทละครเรื่องนี้ แต่ในมุมมองของผมที่รู้สึกไปกับบทละครเวอร์ชั่นภาษาไทยนั้น ผมเห็นความละเมียดละไมของ “มนุษย์” ผ่านบทสนทนาที่มีส่วนผสมของทั้ง เหตุผลที่ปะติปะต่อกัน และการไร้เหตุผลปนไม่เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเสน่ห์สำคัญของบทละครที่กลายเป็นเหมือนความท้าทายของนักแสดงและผู้กำกับที่จะถ่ายทอดแก่นของเรื่องออกมา

เราคงจะงง ๆ อยู่บ้างกับบทสนทนาที่ดูไม่ค่อยต่อเนื่องและเรียงร้อยเรื่องราวแบบที่เรา ๆ พูดกัน (จนเผลอ ๆ บางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นละคร Absurd ไปแล้ว) แต่ในความจริง หากจับหลักเรื่องราวและตัวตนของตัวละครแต่ละตัว ตั้งแต่ พวงเพ็ญ หญิงแก่ไฮเปอร์ผู้เต็มไปด้วยเรื่องราวตื่นเต้น สุวรรณีหญิงชราผู้ชอบนั่งมองและวิจารณ์เรื่องราวต่าง ๆ และยาใจ ผู้ที่เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดกลัว เราจะเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหวาดกลัวของแต่ละคนหลังจากใช้ชีวิตมาเนิ่นนานและการพยายามหลีกหนีความจริงของชีวิตรวมทั้งสังขารที่นับวันก็จะยิ่งเสื่อมไป คำพูดและบทสนทนาที่อาจจะรู้สึกว่าเยอะแท้จริงแล้วคือกระจกเงาที่สะท้อนความเป็นมนุษย์ออกมานั่นเอง

ความรู้สึกหนึ่งที่น่าคิดไม่น้อยจากการนั่งดูชีวิตของทั้งสามคน คือการหาคำตอบว่าในภาวะของคนแก่นั้นจะรู้สึกอย่างไร ในช่วงเวลาที่ชีวิตเต็มไปด้วยความทรงจำทั้งสุขและทุกข์และร่างกายที่ไม่ได้เป็นไปแบบอดีตอันรุ่งโรจน์ ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีความหวังที่จะจุดไฟชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง เช่นการรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเวลาเห็นชายหนุ่ม การผจญภัยไปที่ไกล ๆ ฯลฯ เพื่อจะได้กลบความจริงของสังขาร รวมไปถึงกระบวนการที่จะ”จัดการ” กับความทุกข์ที่ได้จากความจริงของตัวเอง

หนึ่งในสิ่งที่เราเห็นอยู่บ่อย ๆ (หรือไม่ก็รู้สึก) คือการพยายาม “หลีกหนี” “ปกปิด” “เลี่ยงการเผชิญหน้า” กับสิ่งที่ความชรานำมาให้กับตัวละคร เช่นความโดดเดี่ยว อ้างว้าง หรือแม้แต่การเผชิญหน้ากับความตายที่อยู่รอบตัว ทั้งจากเพื่อนร่วมวัยและกับตัวเอง ซึ่งนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ตรึงเข้าไปในหัวใจของผู้ชมมากที่สุดอย่างหนึ่งจากการแสดงละครเรื่องนี้

และก็คงเป็นความลงตัวที่สมบูรณ์จากบทที่ละเอียดละอ่อนที่ถูกส่งมอบต่อให้กับนักแสดงที่มากฝีมือ ซึ่งรับส่งบทและการแสดงกันได้อย่างคมกริบและกลายเป็นจุดสำคัญมากที่ทำให้เรื่องเดินได้อย่างไม่สะดุด แม้ในบรรยากาศที่ดูอ้างว้างและ “สูงอายุ” จากตัวละคร แต่ละครกลับกระฉับกระเฉงและกระชับโดยไม่ได้เอื่อยเฉื่อยยานคางจะอยากจะหลับตาลงแต่อย่างใดเลย ซึ่งผู้เขียนเองก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าถ้านักแสดงเป็นมือสมัครเล่นที่ยังขาดประสบการณ์แล้วล่ะก็ละครจะเละไม่เป็นท่าแค่ไหน ในขณะเดียวกัน ถ้าบทสนาที่ค่อนข้างเยอะไม่ได้รับการนำเสนอไปกับการแสดงที่คมคายแล้วล่ะก็ คนดูก็คงจะเบื่อหน่ายกับคำพูดวก ๆ วน ๆ เป็นแน่แท้

ความรู้สึกดี ๆ อีกอย่างที่ได้จากการชมละครคือการสัมผัสบรรยากาศโดยรวมที่ค่อนข้างลงตัวมากของฉาก แสง และเสียง (ที่มีทั้งเพลงบรรเลงและเพลงเก่าสมัยพ่อแม่เรายังวัยรุ่น) ที่แม้จะไม่ได้อัศจรรย์เทคนิคแพรวพราวหรือฉูดฉาด แต่ความเรียบง่ายแต่ชัดเจนนั้นแหละที่ช่วยกันหล่อหลอมโรงละคร Crescent Moon Space ให้ผู้ชมสามารถรู้สึกร่วมไปกับตัวละครได้ว่านี่คือระเบียงของบ้านพักคนชราที่ร่มรื่นเสียเหลือเกิน




ส่วนที่ผมอาจจะติงละครเรื่องนี้อยู่ (ถ้าคิดว่ามันจะเป็นปัญหาอยู่) ก็อาจจะเป็นว่าละครเรื่องนี้คงจะเหมาะกับคนที่มีจริตในการเสพศิลปะระดับหนึ่ง เพราะบทสนทนาในละครอาจจะไม่เหมาะกับคนที่ไม่พยายามเปิดรับมุมมองอื่น ๆ นอกจากที่เห็นชีวิตประจำวันเท่านั้น หรือกับอีกพวกคือคนที่ปรารถนากับเสพเนื้อความแบบง่าย ๆ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยของสมอง

สำหรับผมแล้ว สุดทางที่บางแคร์ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนการดื่มกาแฟอุ่น ๆ รสเยี่ยมที่ริมทางเดินของบ้านบนภูเขาที่มองไปเห็นทะเลชีวิตที่ไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับสายลมเบา ๆ โชยผ่านให้รู้สึกทั้งอิ่มเอิบกับชีวิต แต่ก็ไม่วายที่จะหวาดกลัวขึ้นมาบ้างเมื่อต้องคิดว่าผมไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไปหรอก


ขอขอบคุณเว็บไซด์วิจารณ์ Bark and Bite




Monday, 14 June 2010

พรีวิว "สุดทางที่บางแคร์"

ชม "สุดทางที่บางแคร์" รอบพรีวิว (ฟรี )
รอบวันพุธที่ 16 มิถุนายน 2553 รอบเดียว 20 ที่เท่านั้น ...



ขอเชิญชม "สุดทางที่บางแคร์" รอบพรีวิว (ฟรี ) รอบวันพุธที่
16 มิถุนายน 2553 รอบเดียว 20 ที่เท่านั้น ...

“สุดทางที่บางแคร์” บทและกำกับโดย ปานรัตน กริชชาญชัย นำแสดงโดย ปริยา วงษ์ระเบียบ เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์ ฟาริดา จิราพันธุ์


16-27 มิถุนายน 2553 (ยกเว้น วันจันทร์ และ อังคาร)
ณ โรงละครพระจันทร์เสี้ยว
เวลา 20.00 น.
จองบัตรที่ 0867877155

แล้วคุณจะรู้ว่า....อะไรที่คุณควรแคร์

Saturday, 5 June 2010

มีอะไรในบางแคร์

เกี่ยวกับสุดทางที่บางแคร์

ผู้กำกับและดัดแปลงบท ปานรัตน กริชชาญชัย ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่อง Heroes ของ Tom Stoppard ซึ่งแปลมาจาก Le Vent des peupliers ของ Gérald Sibleyras บทดั้งเดิมได้รับรางวัล Laurence Olivier สาขา Best New Comedy ในปี 2006 เป็นเรื่องราวของชายวัยชราสามคน ซึ่งเคยเป็นทหารช่วงสงครามโลกมาก่อน ต่างก็ได้รับความบอบช้ำจากสงครามมา...และในช่วงบั้นปลายของชีวิต เขาทั้งสามต้องมาอยู่รวมกันในบ้านพักทหารผ่านศึก
"สุดทางที่บางแคร์" ได้หยิบยกเอาโครงสร้างและเนื้อเรื่องบางช่วงของบทดังกล่าวมาดัดแปลง ให้เข้ากับบริบทไทยๆ ตามจินตนาการของผู้กำกับและผู้เขียนบท โดยดัดแปลงจากชีวิตทหารผ่านศึกมาเป็นหญิงแก่แสนเหงาแต่ยังสวยสามคนในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง

ตลอดทั้งเรื่องสาวงอมวัยทั้งสามเพียรพยายามที่จะหลุดออกไปจากสภาวะที่เป็นอยู่ให้ได้...สภาวะสุดท้าย! กำลังจะมา แต่ด้วยวัยและทัศนคติต่างๆ ทำให้หนทางที่จะเดินไปสู่จุดมุ่งหมายนั้นยากเย็นแสนเข็ญ

ป้าแก่ๆสามคนที่ไม่เคยเตรียมตัวแก่เตรียมตัวตายมาก่อน จะรอดพ้นจากสภาพอันโหดร้ายของบั้นปลายชีวิตไปได้หรือไม่

มาช่วยลุ้นและช่วยกันเฟ้นหาความงามของจุดสุดท้ายปลายทางของชีวิตไปพร้อมๆกัน ที่... "สุดทางที่บางแคร์"

แล้วคุณจะรู้ว่า....อะไรที่คุณควรแคร์


บางส่วนจาก Director's Note

คนเรายิ่งแก่ยิ่งมี ‘รูปแบบความคิด’ ที่ แข็ง-แรง (ก็อยู่ในโลกมานานคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมั่นใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ)

แล้วยึดสิ่งนั้นไว้แน่นๆไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน จนบางทีคนรอบข้างก็ไม่ไหวจะเพลีย อยู่ด้วยไม่ได้ หนีหายไปหมด

สุดท้ายปลายทางตอนแก่ก็มักจบลงที่ความเดียวดายทั้งกายและใจ

เพราะนับวันที่เราเติบโตขึ้น เราก็จะสร้างโลกของเราขึ้นมาเอง เอากะลามาใส่หัว และโลกนั้นถูกเสมอ ใหญ่เสมอ

พอมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปก็รับไม่ได้ไล่ไม่ทัน ไม่เคยเตรียมตัว ไม่เคยฟังใคร แล้วยังจะปิดตาปิดใจให้กับวันเวลาที่มันผันแปรเปลี่ยนไป

ทำเป็นลืมว่าพรุ่งนี้มันไม่มีทางเหมือนวันนี้อีกแล้ว

Friday, 4 June 2010

สุดทางที่บางแคร์

New TheaTRE Society

เสนอ
ไม่ใช่คนบางแค แต่ก็แคร์ใครบางคน...

“สุดทางที่บางแคร์”

ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่อง Heroes ของ Tom Stoppard ซึ่งแปลมาจาก Le Vent des peupliers ของ Gérald Sibleyras
บทดั้งเดิมได้รับรางวัล Laurence Olivier สาขา Best New Comedy ในปี 2006

ป้าแก่ๆสามคนที่ไม่เคยเตรียมตัวแก่เตรียมตัวตายมาก่อน
จะรอดพ้นจากสภาพอันโหดร้ายของบั้นปลายชีวิตไปได้หรือไม่
มาช่วยลุ้นและช่วยกันเฟ้นหาความงามของจุดสุดท้ายปลายทางของชีวิตไปพร้อมๆกัน ที่...สุดทางที่บางแคร์

บทและกำกับโดย ปานรัตน กริชชาญชัย

นำแสดงโดย
ปริยา วงษ์ระเบียบ เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์ ฟาริดา จิราพันธุ์

16-27 มิถุนายน 2553 (ยกเว้น จันทร์-อังคาร)
ณ โรงละครพระจันทร์เสี้ยว เวลา 20.00 น.
บัตรราคา 350 บาท (60 ปีขึ้นไป ชมฟรี)

ติดต่อสอบถาม 0867877155

แล้วคุณจะรู้ว่า....อะไรที่คุณควรแคร์

Saturday, 22 May 2010

"เด๊ดสมอเร่" จะลงโรงแล้ว

การแสดงเรื่อง 'เด๊ดสะมอเร่'

จะเริ่มเล่นแล้ว หลังจากต้องเลื่อนมาเพราะเหตุการณ์บ้านเมือง

แสดงรอบแรกวันพุธที่ 26 พ.ค.นี้ เปิดให้ชมฟรีแต่มีกล่องโดเนชั่น

มาดูงานที่บอกเล่าคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ หลังจากที่เราได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว


ไม่เศร้าหดหู่ แต่ดูแล้วเพิ่มพลังขับเคลื่อนในตัวเอง และเดินต่อไปอย่างเต็มเปี่ยม

Wednesday, 19 May 2010

ประกาศเลื่อน "เด๊ดสะมอร่"

เลื่อน

เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ อะละครโดยนพพันธ์ "เด๊ดสะมอเร่" จึงประกาศเลื่อนทำการแสดง

หากเรารู้วันแสดงที่แน่นอน

เราจะรีบส่งข่าวบอกทันที




The new play by Nophand “DEADSAMORE” @ Crescent Moon Space that will start on this 21st May will postpone.

If we know the exactly date that will perform, we will update again.

Thursday, 6 May 2010

วันนี้อยู่ พรุ่งนี้ไป


1. ไก่กับไข่อะไรมันมาก่อนกัน?

ก.ไก่

ข.ไข่



2. ถ้ามีกองอิฐหนักหกร้อยกิโล กับขนนกหนักหกร้อยกิโล ตกลงมาจากตึกสูงหกร้อยกิโล อะไรจะถึงพื้นก่อนกัน

กองอิฐ

หรือ

ขนนก



แล้วสมมุติว่าหนึ่งในสิ่งอย่างนั้นตกลงมากระแทกหัวผู้ชายคนหนึ่งที่กำลัง

ก้มลงไปเก็บแบงค์ห้าร้อยที่บังเอิญตกหล่นอยู่บนพื้น



3.ตายแล้วไปไหน...

.............

......

...


เด๊ดสมอเร่

Tuesday, 4 May 2010

Crescentmoon space in new color

ละครโรงเล็ก Crescentmoon space ขึ้นปี 4

หรือโรงละครพระจันทร์เสี้ยวของเราก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วค่า เพื่อฉลองการเข้าสู่อีกปีหนึ่ง และเพื่อความรู้สึกดีๆสำหรับคนทำงานและผู้ชมของเราเราได้ปรับปรุงพื้นใหม่ เปลี่ยนสีโรงละคร เช็คระบบ ทาสีที่นั่ง ตามมาดูรูปในวันทำงานลงแรงของชาวพระจันทร์เสี้ยวได้เลย
















ขอขอบคุณชาวพระจันทร์และเพื่อนๆน้องๆที่เข้ามาช่วยกัน(ทั้งที่อยู่ในรูป และไม่ได้อยู่ในรูป)....ขอบคุณ...จากใจ



Tuesday, 27 April 2010

ละครเวทีโรงเล็ก

เพิ่งไปพบข้อมูลเกี่ยวกับละครโรงเล็กในบล็อก artgazine เลยนำมาเผยแพร่ต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นบันทึกเกี่ยวกับโรงละครเล็กๆอย่างเรา

โรงละครห้องแถว Little Space ศิลปะในพื้นที่เล็ก ๆ
คอลัมน์ STORY
โดย อัจฉราวดี อวนอ่อน



ขณะที่ Creative Economy ถูกบรรจุเอาไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

ขณะที่รัฐบาลทุ่มงบฯไม่น้อยกว่าสองหมื่นล้านบาทให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง

ขณะที่คนรับลูกดำเนินนโยบายยังไม่เห็นจะเข้าใจความหมายของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์...เฮ้อ เหมือนเราเป็นผู้ชมที่กำลังนั่งชมละครเรื่องเก่าซ้ำซาก ที่มองเห็นตอนจบ ตั้งแต่ม่านละครเปิด แม้จะมีความหวังเรืองรองสำหรับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศไทย อันได้แก่งานฝีมือและหัตถกรรม (Crafts) งานออกแบบ (Design) แฟชั่น (Fashion) ภาพยนตร์และวิดีโอ (Film & Video) การกระจายเสียง (Broadcasting) ศิลปะการแสดง (Performing Arts) ธุรกิจโฆษณา (Advertising) ธุรกิจการพิมพ์ (Publishing) และสถาปัตยกรรม (Architecture)

โดยข้อมูลของสำนักบัญชีประชาชาติปี 2549 ระบุว่า มูลค่าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของทั้ง 9 กลุ่มข้างต้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 10.4 ของ GDP โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 848,000 ล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกในปี 2549 ประมาณ 289,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือในบรรดาอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ นั้น ในหมวดของศิลปะการแสดง กลับมีมูลค่าการส่งออกเพียง 0.1% เท่านั้น

เมื่อคิดถึงเรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยแล้ว คนส่วนมากจะคิดถึงเรื่องของศิลปะการแสดง อาทิ การรำไทย การแสดง โขน ฯลฯ แต่เมื่อตีมูลค่าทางการเงินแล้ว สิ่งนี้กลับทำรายได้น้อยที่สุด ทั้งที่ครั้งหนึ่ง ครูเล็ก-ภัทราวดี มีชูธน ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า

"ศิลปินเป็นสินค้าส่งออกที่ดีที่สุดของประเทศ"

ไม่ใช่เพราะศิลปะการแสดงของไทยไม่เก่ง หรือไม่ครีเอทีฟ แต่คนสร้างสรรค์งานเหล่านี้ไม่มีพื้นที่ในการนำเสนอผลงานของพวกเขา...

"ขาดสเปซ" คือปัญหาอันดับแรกของคนสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงที่เราได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน

ถึงกระนั้นก็ตาม สเปซที่เป็นสิ่งขาดแคลน ก็สามารถเติมเต็มได้ด้วยการ "สร้าง" ขึ้นมาเสียเอง โรงละครขนาดเล็กที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่เลิศอลังการ จุคนดูได้น้อยสุด 30 ที่นั่ง เก็บค่าตั๋วพอรับได้ คือราว 300-400 บาท จึงจะเป็นทางเลือกให้แก่ผู้จัดและผู้ชม !

บัดนี้โรงละครห้องแถวได้กระจายไปตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ของเมืองกรุง ตามพื้นที่เล็ก ๆ ที่สามารถให้ความบันเทิงเริงใจกับคอละครเวทีได้

เช่นเดียวกับในย่านพระราม 4 ตรงสถานีรถไฟฟ้าลุมพินี ฝั่งซอยงามดูพลีนั้นมีห้องแถวขนาดพอเหมาะ ถูกดัดแปลงพื้นที่ใช้สอยให้เป็นโรงละครกลาย ๆ สามารถจุผู้ชมได้มากสุดถึง 60 คน เป็นที่รู้จักในชื่อ "Democrazy Theatre" ซึ่ง "ภาวิณี

สมรรคบุตร" หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งและเป็นสมาชิกของคณะละคร 8x8 กล่าวถึงที่มาของโรงละครแห่งนี้

...โรงละครนี้เกิดจากสิ่งที่ขาด คือพื้นที่ในการแสดง ทั้งพื้นที่ซ้อมและพื้นที่แสดง และด้วยความบังเอิญ หลังจาก 8x8 Corner ที่สามย่าน จุฬาฯ ได้ปิดทำการ แต่ใจที่รักในการแสดงของทุกคนยังมีอยู่ จึงมีการรวมทุนกับกลุ่มเพื่อนที่ทำงานด้านละคร เช่าตึกแถว เพื่อดัดแปลงให้เป็นโรงละครขนาดเล็ก โดยรายได้หลักจากการให้เช่า เพื่อเป็นสถานที่ซ้อมและสถานที่จัดการแสดง

ห้องแถวแห่งความบันเทิงนั้นไม่ได้มีแค่ "Democrazy Theatre" ว่ากันว่าในแวดวงคนทำละครเวทียังมีการเกิดขึ้นของโรงละครขนาดเล็กจำนวนไม่น้อย ซึ่งผู้ให้ก่อตั้งส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่เป็นคนทำละครเวทีที่ไม่อยากให้ลมหายใจนี้หมดไปจากเมืองไทย ส่วนคนดูก็เป็นเหล่านักเรียน นักศึกษา ตลอดจนคนทำงาน

แรกทีเดียวเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่ดูละครมาตลอด จากนั้นก็ขยายวงไปสู่เพื่อน ๆ ของสาวกละครเวที และที่ชอบดูละครเวที ผ่านการสื่อสารทาง social network ต่าง ๆ อย่างเฟซบุ๊ก ไฮไฟฟ์ เป็นต้น

สิ่งสำคัญก็คือในท่ามกลางวัฒนธรรมการพบปะของผู้คน หลายคนที่ตัดสินใจซื้อตั๋วไปนั่งชมละครเวทีโรงเล็ก ๆ หลายคนมองว่าน่าจะเป็นทางเลือกของสังคมที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากในการเข้าไปสัมผัส

อ้น สาวออฟฟิศที่ทำงานแถวสามย่าน เป็นหนึ่งในคอละครเวทีโรงเล็ก ๆ ที่ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องซื้อตั๋วไปนั่งดูละครที่ Democrazy Theatre เธอว่า

"ความรู้สึกในการดูละครเวทีโรงเล็ก มันแตกต่างจากการดูละครในโรงละครที่รองรับผู้คนเกือบพันคน การดูละครเวทีกับคนจำนวน 30 คนนั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ทำให้รู้สึกได้ถึงอารมณ์ร่วมที่นักแสดงพยายามส่งให้ถึงผู้ชมนั้นง่ายกว่าการนั่งในแถว B ของละครโรงใหญ่ ความสนุกที่เกิดขึ้นอีกอย่างก็คือการที่นักแสดงสามารถครีเอตการแสดงให้ผู้ชมมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ"

ประดิษฐ ปราสาททอง แห่งกลุ่มละครมะขามป้อม กล่าวถึงโรงละครขนาดเล็กที่จุดคนตั้งแต่ 30 คนขึ้นไปว่า ทุกวันนี้โรงละครขนาดเล็กได้เกิดขึ้นหลายพื้นที่ เพื่อคณะละครสามารถจัดการโดยไม่ต้องใช้การบริหารจัดการสูง มะขามป้อมสตูดิโอก็มีโรงละครขนาดเล็กในตึกแถวที่สามารถจุผู้ชมได้ 30-40 คน เนื่องจากมองเห็นว่าคนกรุงเทพฯต้องการมีวัฒนธรรมการพบปะในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากเดินห้าง ดูหนัง การดูละครเป็นทางเลือกอีกอย่างสำหรับสังคม เป็นโลกที่สร้างวัฒนธรรมโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก

เช่นเดียวกับที่สถาบันปรีดีพนมยงค์ ทองหล่อ อันเป็นที่พำนักของคณะละคร 2 คณะ ได้แก่พระจันทร์เสี้ยวการละครและ

บีฟลอร์ กลุ่มละครเล็ก ๆ ที่นอกจากใช้ห้องขนาดประมาณ 6x7 เมตร เป็นที่ทำงานแล้ว ยังดัดแปลงพื้นที่นั้นให้เป็นพื้นที่จัดแสดงได้อย่างสมบูรณ์ สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 30-40 คนเลยทีเดียว

วรัญญู อินทรกำแหง คอลัมนิสต์และนักแสดงกลุ่มบีฟลอร์ ให้ความเห็นว่า การแสดงนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องใช้พื้นที่ขนาดเล็กตลอด ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโปรดักชั่น แต่ที่เห็นได้ชัด คือข้อดีของโรงละครขนาดเล็กนั้นทำให้เกิดการสร้างงานใหม่ ๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ส่วนใหญ่ ก่อนที่จะมีโรงละครเล็ก มักจัดโรงละครตามจำนวนคนดูเยอะ ๆ ใช้สตาฟเยอะ ค่าดูละครก็สูง บางทีคนดูต่อรอบไม่มาก ทำไปก็ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย ดังนั้นพอมีสเปซเล็ก ๆ ก็ลดค่าใช้จ่ายต่อรอบ พอคัฟเวอร์ค่าใช้จ่ายแต่ละรอบ สมมติโรงละคร 200 ที่นั่ง ต้องเสียค่าเช่าวันละ 5 หมื่นบาท แต่คนดูไม่คัฟเวอร์ แต่นี่จำนวนคนดู 30-40 ที่นั่ง 10 รอบ ก็ได้ 5 หมื่นบาท ก็ประหยัดกว่า นอกจากนั้น พอโรงละครมีพื้นที่จำกัด ก็จะได้รูปแบบการแสดงแตกต่างจากโรงละคร หรือออดิทอเรี่ยม มีความใกล้ชิดระหว่างนักแสดงกับคนดู การแสดง และเกิดการสร้างงานต่อเนื่อง โดยไม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่าย มีความต่อเนื่องสำหรับคนทำ พัฒนาคุณภาพการแสดงไปด้วย คนดูได้ดูต่อเนื่อง"

และเมื่อมีพื้นที่จัดแสดงมากขึ้น เป็นโอกาสให้คนทำหน้าใหม่ หรือกลุ่มละครใหม่ ๆ อยากลองสร้างงาน โดยใช้ทุนน้อยกว่าการจัดแสดงในหอประชุมใหญ่ ๆ ทำให้เกิดความหลากหลายในการสร้างงานขึ้นด้วย

หากมองอย่างมีความหวังกับระบบเศรษฐกิจเชิงความคิดสร้างสรรค์นี้ว่าจะเป็นไปอย่างสวยงาม ก็ต้องลุ้นว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราจะแลเห็นและผลักดันงานศิลปะการแสดงต่อไปมากน้อยแค่ไหน เหนือสิ่งอื่นใด คือตัวผู้ชมอย่างเรา ๆ ที่พร้อมจะเดินออกจากบ้านไปดูการแสดงเหล่านี้หรือไม่ บางทีการดูละครโรงเล็ก อาจจะทำให้เราได้พบเพื่อนใหม่ และโลกใบใหม่ขึ้นมาอีกไม่น้อย

(หน้าพิเศษ D-Life)
คอลัมน์ STORY
โดย อัจฉราวดี อวนอ่อน
วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4180
โรงละครห้องแถว Little Space ศิลปะในพื้นที่เล็ก ๆ

นำมาจาก ARTgazine Articles -> Art News
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?p=10870&highlight=space#10870

Monday, 26 April 2010

dead-sa-mo-re


อะ ละครโดยนพพันธ์

And the collective experience


เด๊ดสมอเร่

...วันนี้อยู่...พรุ่งนี้ไป...

แสดงวันที่ 21 พ.ค - 25 พ.ค และ 28 พ.ค - 1 มิ.ย 2553
เวลา 19.30 น.

@ Crescentmoon space
สถาบันปรีดี พนมยงค์ สุขุมวิท 55 ซอย ทองหล่อ

ราคาบัตร 300 บาท

จองได้ที่ โทร. 086 814 1676


...ก่อนที่มันจะสายเกินไป

Sunday, 18 April 2010

Nopand coming soon

พฤษภาคมนี้ 2010
@ Crescentmoon space
ละครเรื่องแรกในปี 4 ของโรงละครพระจันทร์เสี้ยว





“ชีวิตรออยู่”


SAME SAME but DIFFERRENT





อะ ละครโดยนพพันธ์ แอนด์ เฟร็นส์

แสดงที่ Crescentmoon space

สถาบันปรีดี พนมยงค์

ทองหล่อ

Saturday, 17 April 2010

Yoga for Actor

อบรมโยคะสำหรับนักแสดง



สอนโดย คุณนีลชา เฟื่องฟูเกียรติ ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 15 คน

อบรม 4 วัน คือ 19,21 และ 26,28 เมษายนนี้ เวลา 18.30-20.30 น.

ควรจัดเตรียม
1.ควรสวมเสื้อผ้าสุภาพ-สบายเหมาะกับการเคลื่อนไหว
2.เสื่อโยคะ หรือผ้ารองนอน
3.น้ำดื่ม

ผู้ที่ลงชื่อไว้ เราเจอกันวันจันทร์นี้เป็รวันแรก ที่ Crescent Moon space

Monday, 12 April 2010

Crescent Moon summer class


Crescent Moon space update

เดือนนี้เดือนเมษายน Crescent Moon space ไม่มีละครเปิดแสดงให้ชม เดือนนี้เป็นช่วงกลับเข้าห้องเรียนประจำปีของชาวพระจันทร์เสี้ยวการละคร "Crescent Moon summer class" เรามีการจัดฉายหนังพูดคุย และการอบรม รายการแรกจัดฉายหนังและร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยจากหนังเรื่อง "เฉือน" ของผู้กำกับ ก้องเกีรติ โขมศิริ เมื่อวันที่ 7 เมษายน


โปรแกรมหน้า เราจะจัดฉายหนังเรื่อง "Mother" ของพูดอฟสกิน ในวันที่ 18 เมษายน เวลา 16.00 น.


ส่วนปลายเดือนเรามีอบรมโยคะ "Yoga for Actor" ซึ่งทำการสอนโดย คุณเบิร์ด นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ คอร์สนี้เป็นคอร์สสำหรับนักแสดง ตอนนี้เต็มแล้ว

และพิเศษสุดเราได้ทำการทำความสะอาดและปรับปรุงละครโรงเล็กประจำปีแล้ว พร้อมรับละครและกิจกรรมในการเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว








Lighting Design Workshop #3

อบรมออกแบบแสง ครั้งที่ 3

พระจันทร์เสี้ยวการละครเปิดอบรมออกแบบแสง ครั้งที่ 3 (เราเปิดปีละครั้ง) อบรมแบบ 4 วันเต็ม เราเน้นการออกแบบแสงละครเวที จะเริ่มกันตั้งแต่ให้ความรู้พื้นฐานด้านแสง การคำนวณ ไฟฟ้า เรื่องสีของแสง อุปกรณ์ต่างๆ การตีความบทละคร จนถึงจับอุปกรร์จริงและลองทำจริง เราทำการอบรมไปแล้วในช่วงวันที่ 3-6 เมษายน 2553 เวลา 10.00 -17.00 น.

ครั้งนี้มีผู้มาเข้าร่วมอบรมกับเราทั้งหมด 14 คน (ส่วนใหญ่เป็นน้องๆมาจากวิทยาดุริงยางคศิลป์ ม.มหิดล ศาลายา และมีจากที่อื่นๆด้วย) มาดูภาพบรรยากาศการอบรม และการลองจัดแสงจริงกับเหล่านักแสดงจำเป็นจากพระจันทร์เสี้ยวการละครและน้องๆนักศึกษาฝึกงาน






Saturday, 20 March 2010

Butoh Performane @ Crescent moon space


NYOBA KAN-Green Snake
by Nyoba Kan






March 27 &28, 19:30, 300 THB
at Crescent Moon Space,
Pridi Banomyong Institute, Sukhumvit soi 55,
BTS Thong Lor


LEE SWEE KEONG (Artistic Director-Nyoba Kan)
Founded in 1995, Nyoba Kan is Malaysia’s one and only butoh dance group. According to its artistic director, Lee Swee Keong, butoh is therapeutic for the body and soul as it brings together Yoga, Qi Gong and modern dance. In July 2008, Nyoba Kan introduced the first ever Nyoba Butoh Dance Festival to Malaysia’s arts calendar. The festival featured a photo exhibition, an outdoor performance, workshops and the main performance, She Walks In Beauty As The Night, and was well received by both the public and the arts community. Swee Keong has received international acclaim touring Europe. Nyoba Kan performed at The 5th International Butoh Festival Thailand 2009.



THE 6th INTERNATIONAL BUTOH FESTIVAL THAILAND 2010
will feature 6 event series throughout the year. The MARCH SERIES include the first three events. Future dates to be announced.

For more information or reservations: bkkbutoh@yahoo.com
or call 080 773 6607.

สูจิบัตร “อ่านผู้หญิง”

รายชื่อนักอ่านและทีมงาน “อ่านผู้หญิง”




เรื่อง “เจ้าหญิงนกบินหลายกับเจ้าชายนกบินหา”
จากหนังสือ เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี วรรณกรรมซีไรต์ปี 2548
กำกับการอ่านโดย ฟารีดา จิราพันธุ์
นักอ่าน: ฟารีดา จิราพนธุ์, ณัฐพล คุ้มเมธา, ด.ช.ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา
ทีมงาน: พรพรรณ ตั้งวรกุล

เรื่อง “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าตุ๊กตา”
จากหนังสือ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ของ วินทร์ เลียววาริณ วรรณกรรมซีไรต์
กำกับการอ่านโดย อรุณโรจน์ ถมมา
นักอ่าน: ภาวิกา ธรรมกามี, ศุภาลี ทวีวรรธนะ, เปรมรินทร์ มิลินทสูตร, ชนก ชาตะวราหะ
ทีมงาน: มุจลินทร์ จันทร์เสน, รวีวรรณ ธีรธนาพงษ์ (เรียบเรียงบท)


เรื่อง “คู่รักทั้งหลาย”
จากหนังสือ รักร้างแรงอธิษฐาน ของ ทากุจิ แรนดี แปลโดย ยุพกา ฟุคุชิมะ
กำกับการอ่านโดย สุกัญญา เพี้ยนศรี
นักอ่าน: สุกัญญา เพี้ยนศรี, เขมณัษ เสริมสุขเจริญชัย, จีรณัทย์ เจียรกุล
ทีมงาน: สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล


เรื่อง “นางวารีถวายตัว”
จากหนังสือ พระอภัยมณี ของ สุทรภู่
กำกับการอ่านโดย จารุนันท์ พันธชาติ
นักอ่าน: จารุนันท์ พันธชาติ, พรชนก กาญจนพังคะ


เรื่อง “Joy Luck Club”
จากหนังสือ Joy Luck Club ของ Amy Tan และ How to Manage Your Mother กำกับการอ่านโดย ปานรัตน กริชชาญชัย
นักอ่าน: ปริยา วงษ์ ระเบียบ, ณภัค ไตรเจริญเดช


เรื่อง “รองเท้าบัลเลต์”
จากหนังสือ “The Ballet Shoes” ของNoel Streadfeild แปลโดย งามพรรณ เวชชาชีวะ กำกับการอ่านโดย ปอรรัชม์ ยอดเณร
นักอ่าน: ปอรรัชม์ ยอดเณร, ชัญญา วิภารังสี
ทีมงาน: เกรียงไกร ฟูเกษม


เรื่อง “ปาฏิหารย์บันทึกรัก”
จากหนังสือ The Note Book ของ นิโคลาส สปาร์คส์ แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
กำกับการอ่านโดย ภาวิณี สมรรคบุตร
นักอ่าน: สุเทพ มนูเสวต

เรื่อง “ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น”
จากหนังสือ The Yellow Wallpaper ของ Charlotte Perkins Gilman แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา
กำกับการอ่านโดย สินีนาฏ เกษประไพ
นักอ่าน: มินตรา ภณปฤณ
ทีมงาน: ทวิทธิ์ เกษประไพ

เรื่อง “เจ้าหญิงคาราเต้”
จากหนังสือ เจ้าหญิงคาราเต้ ของ เจรีมี สตรอง แปลโดย ฤดูร้อน
กำกับการอ่านโดย นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ
นักอ่าน: นีลชา เฟื่องฟูเกียรติ, มณีรัตน์ สิงหนาท, ปานรัตน กริชชาญชัย, บุญสืบ พันธ์ประเสริฐ, ภิรมย์ ใจชื้น, ทองเกลือ ทองแท้, รัชชัย รุจิวิพัฒน์



ทีมงาน
หน้างานและสวัสดิการ รญา พันธุ์ชนะ
ถ่ายภาพนิ่ง จีรณัทย์ เจียรกุล
ถ่ายวิดิโอ กวินธร แสงสาคร, ฐาน, อัฐ
กำกับเวที ชัยวัฒน์ คำดี, แต็ก, จูน, สุกี้
ควบคุมเสียงและวิดิโอ บูรณิจฉ์ ถิ่นจะนะ
ควบคุมแสง พลัฏ สังขกร
กำกับเทคนิคและออกแบบแสง ทวิทธิ์ เกษประไพ
หัวหน้าโครงการและดูแลการผลิต สินีนาฏ เกษประไพ
จัดโดย พระจันทร์เสี้ยวการละคร

ขอขอบคุณ
เจ้าของบทประพันธ์ทุกเล่ม
นักอ่านและทีมงานทุกคน
สถาบันปรีดี พนมยงค์
กลุ่มบีฟลอร์
รศ.ถิรนันท์ อนวัชศิริวงศ์
น้องๆพี่ๆเพื่อนๆและสื่อมวลชนที่ช่วยกระจายข่าว





Tuesday, 16 March 2010

Review อ่านผู้หญิง

เราไม่เลื่อน เราไม่งด เราจัดการอ่าน "อ่านผู้หญิง" แล้วเมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา และนี่คือข้อเขียนจากท่านผู้ชมที่มาชม เราขอนำมาแบ่งกันอ่านต่อ ณ ที่นี้

จากผู้ชมเล่าถึง "อ่านผู้หญิง"

๘ มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล พระจันทร์เสี้ยวการละคร โดย สินีนาฏ เกษประไพ จึงจัดวาระการอ่านผู้หญิง โดยให้นักการละครหญิงทั้งหมด ๙ คน คัดสรรงานประพันธ์ที่มี เนื้อหาหรือแง่มุมเกี่ยวกับผู้หญิง มาอ่านและจัด แสดงในรูปแบบการอ่านในละครเวที

ปี ๒๕๕๓ เป็น ปีที่ ๒ ของการจัดการอ่านบท ละคร โดยเมื่อปีที่แล้ว (๒๕๕๒) เดือนกุมภาพันธ์ ว่าด้วย การอ่านเรื่องรัก และเดือนตุลาคม ปีเดียวกันเป็น การอ่านสันติภาพ การจัดทั้งสองครั้ง ก่อนหน้ามีผู้สนใจการอ่านและการละครเข้าชมการผสมผสานระหว่างสองศิลป์นี้ อย่างคับคั่ง

สินีนาฏ เกษประไพ กล่าวกับผู้เข้าชมในวันจัดแสดงว่า การ อ่านบทละครหลายๆ ที่ทำกัน เพราะเป็นพื้นฐานในการ ฝึกฝนและฝึกการแสดง หลังจากได้ทำมาทั้งสองครั้ง ทำให้เห็นอะไรใหม่ๆ และเดือนนี้ มีวันเกี่ยวกับสตรี จึงให้นักการละครหญิงทั้ง ๙ คน เลือกบทประพันธ์ที่มีการพูดถึงในมิติต่างๆ มานำเสนอ

อ่านผู้หญิง มีทั้งหมด ๙ เรื่อง ได้แก่ Ballet Shoes ผลงานของ Noel Streadfeild แปล โดย งามพรรณ เวชชาชีวะ นำเสนอโดย ปอรรัชม์ ยอดเณร, ปาฏิหาริย์บันทึกรัก ผลงานของ นิโคลัส สปาร์คส์ แปลโดย จิระนันท์ พิตรปรีชา นำเสนอโดย ภาวิณี สมรรคบุตร, ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น (The Yellow Wallpaper) ผลงานของ Charlotte Perkins Gilman แปลโดย จิ ระนันท์ พิตรปรีชา นำเสนอโดย สินี นาฏ เกษประไพ, เจ้า หญิงคาราเต้ ผลงานของ เจอเรมี สตรอง แปล โดย ฤดูร้อน นำเสนอโดย นีล ชา เฟื่องฟูเกียรติ, เจ้า หงิญ ผลงานของ บินหลา สันกาลาคีรี นำ เสนอโดย ฟารีดา จิระพันธ์, สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ผลงานของ วินทร์ เลียววาริณ นำเสนอโดย อรุณโรจน์ ถมมา, รักร้างแรงอธิษฐาน ผล งานของ ทากุจิ แรนดี แปลโดย ยุพกา ฟุ คุชิมะ นำเสนอโดย สุกัญญา เพี้ยนศรี, พระ อภัยมณี ตอนนางวารีถวายตัว ผลงานของ สุนทรภู่ นำเสนอโดย จารุนันท์ พันธชาติ และ The Joy Luck Club ผลงานของ Amy Tan นำเสนอโดย ปานรัตน กริชชาญชัย

Ballet Shoes ผู้คัดเรื่องได้หยิบยกเอาบางตอนมานำเสนอ และเป็นหัวใจของการเป็นนักบัลเลต์ คือ การตีความเรื่องเท้า และการตั้งคำถามกับผู้ชมในตอน ท้ายว่า “พวกคุณเคยได้ยินเรื่องของนักบัลเลต์ใน หนังสือประวัติศาสตร์หรือเปล่า?” การโยนคำถามแบบนี้ ไม่เพียงแต่มันทำให้หันกลับไปคิดถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของทุกเรื่อง ราว ที่กลายเป็นรูปแบบสำเร็จรูปว่าต้องมีการพูดถึง เฉพาะผู้ที่เป็นวีรบุรุษ และเหตุการณ์ที่สำคัญๆ โดยละเลยไม่พูดถึงระหว่างทางของการไปสู่ชัยชนะที่อาจมี เรื่องราวของผู้คนเล็กๆ หลายล้านคนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว

อีกสิ่งที่ผู้คัดเรื่องตี ความได้ดีคือเรื่องของเท้า ในการอ่านจะมีบทที่พูด ถึงเท้าและชี้ให้เห็นความสำคัญของเท้าว่าคือหัวใจของการเต้นบัลเลต์ ดังที่บทประพันธ์บรรยายเอาไว้ว่า “เธอ หยุดเพราะเท้าของเธอได้ทำในสิ่งที่ต้องการแล้วเท่านั้น” หรือ แม้แต่รายละเอียดในการดูแลรักษาเท้า และลักษณะเท้าที่เหมาะกับการเต้นบัลเลต์

ปอรรัชม์ ยอดเณร กล่าวว่า “การตีความเรื่องเท้า มันให้ความรู้สึกหลายอย่าง แน่ นอนว่า ปกติแล้วผู้คนไม่ชอบพูดถึงเท้าเพราะเป็นอวัยวะที่อยู่เบื้องล่าง แต่ในเรื่องนี้ เท้าเป็นสัญลักษณ์ที่นำความยิ่งใหญ่มาสู่คนเล็กๆ คนหนึ่ง และ นามสกุล ฟอสซิลของตัวเอกในเรื่อง ยังตีความไปได้ถึงเรื่องของที่มีค่าและไม่มีค่า”

ภาวินี สมรรคบุตร เลือกนักแสดงชายเลยวัยกลางคน มาอ่านอารมณ์ขณะรักของ คู่รักในนวนิยายเรื่อง ปาฏิหาริย์บันทึกรัก หรือ The Note Book ผู้คัดเรื่องมีความประทับ ใจกับบทประพันธ์และภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยรู้สึกว่า ห้วงอารมณ์หนึ่งในบทประพันธ์ชิ้นนี้ ทำ ให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และการแบ่งปันกันของครอบครัวๆ หนึ่ง ที่มีความจริง ใจให้แก่กัน รวมถึงได้เห็นช่วงเวลาของการปัน ประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเอกกับหนังสือ ดังที่ผู้ เขียนประพันธ์เอาไว้ว่า “ฉันรักคุณในขณะที่เขียน จดหมายนี้ และฉันรักคุณในขณะที่คุณอ่านจดหมายฉบับ นี้ และฉันรักคุณสุดหัวใจชั่วนิรันดร์”

นักแสดงมากความสามามรถ อย่างมินตา ภณปฤณ สวมบทบาท ของผู้หญิงที่อยู่ในโลกของตัวเอง ที่ทั้งแสดงและ อ่านไปพร้อมๆ กัน และทำได้ดีทั้งสองอย่าง จนอดทึ่งไม่ได้ การคัดนักแสดง หญิงผู้นี้มาเล่น ดูเหมาะเจาะลงตัวที่สุดสำหรับ เรื่อง ห้องสีเหลืองกับผู้หญิงคนนั้น สีนีนาฏถึงกับกล่าวว่า หากมินตาปฏิเสธไม่รับเล่น ก็ คงต้องหาเรื่องใหม่มาใช้สำหรับการอ่านผู้หญิงในครั้งนี้ และ ผู้คัดเรื่องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บทประพันธ์ชิ้น นี้ เป็นการรำพึงรำพันของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นวรรณกรรมรุ่นแรกๆ ของ เฟมินิสต์ที่เรียกร้องสิทธิ และกว่าจะได้ตีพิมพ์ก็ในอีก ๕๐ ปีต่อมา

ความสนุกสานครื้นเครง มาพร้อมกับชีวิตนอกกรอบของบทประพันธ์เรื่อง เจ้าหญิงคาราเต้ การเรียกเสียง หัวเราะที่มาพร้อมกับการกระตุ้นให้คิดตาม กับชีวิต อันแสนนอกกรอบขององค์หญิงองค์ที่ ๑๖ ที่ไม่เหมือนใครจนวินาทีสุดท้ายของเรื่อง

เรื่องราวของภาคใต้ยังคง สร้างความสะเทือนใจให้แก่ฟารีดา จีราพันธ์ โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งทางด้านศาสนา ผู้ คัดเรื่องอ่านผลงานของ บินหลา สัน กาลาคีรี แล้วอดที่จะโยงประเด็นหลายอย่างในเรื่องตี ความไปสู่ความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ คัดเรื่องเล่าเรื่องพร้อมกับการเล่นหุ่นมือประกอบ และ มีนักแสดงรุ่นเยาว์กับคุณพ่อมาร่วมแสดง ทำให้ผู้ชม ได้ภาพที่ผู้คัดเรื่อง รู้สึกกับบทประพันธ์นี้คือ การพยายามเล่านิทานของผู้ประพันธ์ ที่ ได้เล่าความจริงบางอย่างในชีวิตผู้คนซึ่งมันหายไปแล้ว

ข่าวเรื่องการถูกข่มขืน หรือการถูกกระทำทารุณทางเพศกับสตรี มีปรากฏบนหน้า หนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน ความเลวร้ายในสังคม ทำให้ผู้คัดเรื่องนี้ได้รับคำเตือนจากพ่อแม่ที่บ้านให้ ระวังตัวเวลากลับบ้านดึก เธอรู้สึกว่ามันไม่ ยุติธรรมเลยที่มีเหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับผู้หญิง เมื่อเธอได้รับคัดเลือกให้มาเป็น ๑ ใน ๙ นักการ ละครหญิงที่นำเสนอเรื่องอ่านผู้หญิง จึงเลือกตอน ตุ๊กตา ในบทประพันธ์เรื่อง สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน มานำ เสนอ และความโหดร้ายที่เกิดกับความไร้เดียงสาของเด็ก ผู้หญิงคนหนึ่ง ได้กดให้ความรู้สึกของผู้ชมในห้อง นิ่ง อึ้ง เมื่อ เรื่องราวคลี่และค(ล)ายออกมา สิ่งที่เหนือความคาด หมายมักเกิดขึ้นได้เสมอกับสังคมที่มาตรวัดด้านคุณธรรม จริยธรรม ต่ำถึงขีดสุด ยิ่งบทประพันธ์ให้ตัวเอกเดียงสาเท่า ไหร่ ความอยุติธรรมก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นเท่า นั้น ดูจบแล้วต้อง สูดหายใจ ลึกๆ และถอนหายใจแรงๆ และเฮ้อ ออก มาได้เพียงเบาๆ เหมือนตัวเองป่วยไปกับ การเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน

สุกัญญา เพี้ยนศรี ย้ำกับผู้ชมว่า ผู้หญิงเป็นสิ่ง มีชีวิตที่อ่อนไหวมาก รักร้างแรงอธิษฐาน จึงถ่ายทอดจังหวะของอารมณ์ผู้หญิงได้อย่างดี หรือแม้แต่การเผยให้เห็นความเป็นผู้ชายในบางรูปแบบ การตั้งคำถามของผู้หญิงวัย ๓๐ ที่อยากรู้ว่า การแต่งงานคือ อะไร? เรื่องนี้หยิบจังหวะที่ผู้หญิงโดยส่วนมากมัก เป็นแบบนี้กัน ออกมาถ่ายทอด ไม่ ว่าจะเป็นการตั้งคำถามกับความรัก กับคนรัก หรือการ ตัดสินใจจะไปไกลแค่ไหนกับความรัก จะแต่งงานเพราะ อายุปูน ๓๐ หรือจะแต่งเพราะรัก หรือ สักแต่ว่าจะแต่งโดยไม่สนใจว่าฝ่ายชายจะรักตนหรือไม่ มัน ได้เห็นทั้งความอ่อนไหวในผู้หญิงคนหนึ่ง และแน่นอนว่า บาง อารมณ์นั้นมันถูกกดดันจากสิ่งแวดล้อมภายนอก และช่วง ขณะที่ต้องบอกว่า นี่หล่ะ ผู้หญิง

พระอภัยมณี ตอน นางวารีถวายตัว ได้ รับการนำมาอ่าน พร้อมกับมีนักเชลโลอีกคนมาเล่น ประกอบการอ่าน ผู้คัดเรื่องอยากนำเสนอเรื่องราวของ นางวารี เพราะเป็นตัวละครอีกตัวในพระอภัยมณี ที่ไม่ ค่อยมีคนพูดถึงกันหรือแทบจะไม่มีคนรู้จักหรือพูดถึง อีก ทั้งอยากอ่านกลอน และมีการอ่านทำนองเสนาะประกอบใน บางบท

ความไม่ลงรอยกันระหว่างแม่ กับลูกสาว เป็นเรื่องปกติของครอบครัวทั่วไป ที่พ่อแม่และลูกมักเดินอยู่บนทางคู่ขนาน ที่ไม่มีวันจะบรรจบกัน พอมาบรรจบก็มักจะ เป็นการทะเลาะ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้ กันและกัน หากใครได้เคยชมภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือ เรื่อง The Joy Luck Club ของ Amy Tan จะเห็นภาพความขัดแย้งของ แม่และลูกสาวได้อย่างชัดเจน การยืนอยู่กันคนละมุมความคิด การมองอีกคนด้วยสายตาและทัศนคติของตัวเอง แต่ ระหว่างทางคู่ขนาน สุดท้ายย่อมบรรจบกันด้วยความเข้า ใจ ด้วยภาษาง่ายๆ ด้วยภาษา ของคนทั้งคู่

ต้องให้เครดิตกับปานรัตน กริช ชาญชัย ผู้คัดเรื่อง และ หยิบยกตอนที่กินใจ รวมถึงการเขียนบทที่สร้างความจับ ใจจนผู้ชมบางคน ดูเสร็จต้องยกโทรศัพท์โทรไปหาแม่ที่ บ้าน บทสนทนาระหว่างแม่กับลูก มัน เป็นตัวแทนบทสนทนาของแม่และลูกสาวอีกหลายล้านคนบนโลกนี้ เรียก ได้ว่า เล่นกับความรู้สึกคนดู และคนดู(อย่างฉัน)ก็รู้สึกว่า เออ...ก็เป็น แบบนี้ ฉันก็เคยเป็น ชอบตัดสินแม่ จากความรู้สึกของ ตัวเอง

ไม่เฉพาะแค่บทประพันธ์ การคัด ตอน การเขียนบท เท่านั้น การคัดเลือกนักแสดงหญิงทั้งสองคนมาถ่ายทอดเรื่องราว ยิ่งจับใจผู้ชมมากยิ่งขึ้น โดย เฉพาะนักแสดงหญิงที่เล่นเป็นแม่ ที่ควบคุมน้ำเสียง ในการถ่ายทอดออกมา จนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเสียใจ ดีใจ โวยวาย โผง ผาง ด่าทอ อบอุ่น และที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะอารมณ์ไหน น้ำ เสียงที่แม่มีกันคือน้ำเสียงอันจริงใจในความเป็นแม่ เธอ ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าเธอเป็นแม่แบบที่แม่หลายล้านคนเป็นกัน จังหวะ ในการปล่อยเสียงเพลงออกมาระหว่างการแสดงก็ทำได้ดี และ ลงตัว

The Joy Luck Club กระแทกอารมณ์ผู้ชม เล่นปะทะกันตรงๆ และหนีไม่ได้ เพราะ มันเหมือนเหตุการณ์จำลองจากชีวิตจริงของอีกหลายคน (ขอ ให้เครดิตกับผู้คัดเรื่อง และเครดิตกับการตีความ รวมถึงการเขียนบทของปานรัตน กริช ชาญชัย ว่าเขียนบทได้ดีมาก ติดตาม การทำงานของเธอมาหลายเรื่อง ถ้าลงมือเขียนบทเอง หาที่ติค่อนข้างยาก) ในความคิด ฉันอารมณ์ระหว่างแม่ลูกคู่นี้ มันก็เป็นอารมณ์สามัญ ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป ในหลายครอบครัว แล้วที่สุดแล้วหล่ะ ในความไม่ เข้าใจ มันลงเอยกันด้วยดี ด้วย อะไร ก็ด้วยความเข้าใจและความรัก และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อภัย การละทิฐิในตน The Joy Luck Club สโมสรแห่งนี้ ให้ความรู้สึก จับใจ (คนดูอย่างฉัน)

ขอบคุณนักการละครหญิงทั้ง ๙ คน การตีความ การ นำเสนอ การแสดง ที่ทำให้ เห็นถึงมิติของผู้หญิง มิติของบทประพันธ์ และมิติทางความคิดของผู้คัดเรื่อง

เขียนโดย นงค์ลักษณ์ เหล่าวอ
ภาพถ่ายโดย Chatchawan_Pan_Yui

ดูเพิ่มเติมที่
http://www.oknation.net/blog/nonglakspace/2010/03/15/entry-1