welcome to crescent moon space

welcome to crescent moon space
small but beautiful small alternative space for theatre lovers

Sunday, 31 October 2010

รวมภาพ "อ่านสังคม"

รวมภาพถ่าย
อ่านบทละคร : อ่านสังคม
ภาพโดย ชลันดา และ จีรณัทย์


บรรยากาศพูดคุยก่อนเริ่มอ่าน











ช่อลดา สุริยะโยธิน
อ่านเรื่อง “เงาแห่งยุคหิน” (Shadows of the Neanderthal เขียนโดย David Hutchens) แปลโดย ดร.มนต์ชัย พินิจสมุทร และ กุลชรี ตัณศุภผล



สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล
อ่านเรื่อง “โลกสันติภาพ”





กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์
อ่านเรื่อง “เพลงชาติไทย” จากหนังสือ เราหลงลืมอะไรบางอย่างไป ของ วัชระ สัจจะสารสิน





วิชญ์พล ดิลกสัมพันธ์
อ่านเรื่อง “จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา” ของ ตรัย ภูมิรัตน์






กรินทร์ ใบไพศาล
อ่านเรื่อง “แรด” (จากบทละคร Rhinoceros เขียนโดย Eugene Ionesco)




รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ
อ่านเรื่อง “วันที่สหายพายุกลับบ้าน” จากบทละครเขียนโดย รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ





กวินธร แสงสาคร
อ่านเรื่อง “นักเลงเฟือง” จากหนังสือเรื่อง เดินอย่างปุ๊ ของ ปุ๊ กรุงเกษม และ เส้นทางมาเฟีย ของ สุริยันต์ ศักดิ์ไธสง




สินีนาฏ เกษประไพ
อ่านเรื่อง “ชั้นที่ 7” บทละครโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี






บรรยากาศหลังการอ่าน












พบกับโครงการอ่านบทละครได้ใหม่ปีหน้า...


Friday, 29 October 2010

Next program November : Once Upon A Broken Dream

เรื่องมันมีอยู่ว่า...


"เธอพร้อมที่จะฝัน... ตัวเธอมีความฝัน เธอจึงปล่อยให้ตัวเธอฝัน... ฝัน... และฝันไป... แต่ฝันไปก็เท่านั้น... เพราะโดนไอ้คนไร้ศรัทธามันย่ำยี เพราะไอ้คำพูดอุบาทว์บางคำพูด... ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง ไร้สาระ... แต่เธอก็แค่หวังว่า... สำหรับตัวเธอ... มันก็แค่เผื่อว่า... "

คุณมีความฝันกับเขาบ้างไหม หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความฝัน เคยมีความฝัน ยังคงมีอีกเสี้ยวหนึ่ง... แม้เพียงเล็กน้อยที่ยังศรัทธาในความฝัน... "Once Upon A ...Broken Dream" จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง เพราะเราจะร่วมออกเดินทางตามหาฝันไปกับคุณ

บางครั้งคุณอาจจะต้องออกเดินทางตามหาฝันของคุณ... ออกไปในดินแดนอันแสนไกล... ออกไปยังในโลกกว้างที่แสนน่ากลัวและโหดร้าย จนบางครั้งคุณเองกลับลืมว่าจุดเริ่มต้นของการเดินทางนี้มันคืออะไร สิ่งไหน และเพราะเหตุใด สุดท้ายแล้วนั้นมันกลับทำให้คุณเห็น เข้าใจ และเรียนรู้ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันก็เพียงเพื่อที่จะค้นพบสิ่งที่ใกล้ตัวคุณที่สุด... เสียงของหัวใจ

การกลับมาครั้งนี้ การดัดแปลงบทใหม่ การคิดค้น และค้นพบไปด้วยกันของทีมงานจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน...

ที่โรงละครพระจันทร์เสี้ยว

วันที่ 5, 6, 7 และ 12, 13, 14 พ.ย. 53
ในวันศุกร์ เวลา 8 pm. เป็นต้นไป
และเสาร์อาทิตย์ 2 รอด้วยกัน : 1pm. และ 7.30pm.
ราคาตั๋ว 300 บาท ( โดยส่วนหนึ่งจะให้กับมูลนิธิเด็ก )

ทุกรอบมี English Subtitle และจำนวนจำกัดคือ 40 ที่นั่งเท่านั้น
(โปรดมาก่อนเวลา 30 นาที)

จองบัตรที่ Booking : 080 595 5029

Thursday, 28 October 2010

วาวาและเพื่อน


รูปสวยๆของวาวและผองเพื่อน

ภาพถ่ายโดย ชลันดา


หมดรอบแล้วนะวาวา, ข้าว, ส้ม, ชมพู่, แกละ และ จุก หวังว่าจะได้เล่นกันใหม่...โอกาสหน้า....











Wednesday, 27 October 2010

บทวิจารณ์ วาวา "The Rice Child"

WaWa – The Rice Child
– เบิกบานและละเอียดอ่อน (B+)
by nuttaputch / from Bark & Bite


การทำละครหรือการแสดงให้เด็กดูเป็นหนึ่งในโจทย์ที่จะว่าง่ายก็ง่าย หรือจะว่ายากก็ยาก เพราะหลายคนก็เลือกเส้นทางง่าย ๆ ในการพูดสารเชิงจริยธรรมให้กับเด็กแบบตรง ๆ ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไรแต่เน้นการสร้างสีสันให้ตื่นตาตื่นใจและดึงความสนใจของเด็กไว้ได้ ในขณะที่บางคนก็อาจจะเลือกกลอุบายการเล่าเรื่องอื่น ๆ มาเล่าอย่างแยบคายดังจะเห็นได้จากเรื่องของนิทานอีสป

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงต้องดูแต่ความเจนจัดของฝีมือและมุมมองของคนที่จะทำละครเด็กนั่นแหละ ว่าจะทำอย่างมาแล้วเวิร์คหรือเหลวเป๋วกันแน่

และสำหรับผม “วาวา The Rice Child” จากพระจันทร์เสี้ยวการละคร เป็นละครหุ่นสายที่เลือกเส้นทางในการพูดเรื่องของ “เด็ก” ให้ “เด็กและผู้ใหญ่” ฟังได้อย่างลงตัว ทั้งเนื้อหาและวิธีการนำเสนอที่สวยงามและน่าประทับใจชนิดเกินความคาดหมาย!!!

เรื่องราวของ วาวา The Rice Child นั้นเดินเป็นเส้นตรง ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลยแม้แต่น้อย เริ่มตั้งแต่เด็กหญิงวาวาที่เป็นเด็กต่างถิ่นมาในโรงเรียนชาวไทย จนโดน “ข้าว” เด็กชายชาวไทยรังแกบนปมของการ “ไม่ได้เป็นคนไทย” จนทำให้วาวากลายเป็นเด็กที่โดนกลั่นแกล้ง และแปลกแยกจากคนอื่น ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งข้าวได้เรียนรู้ว่าไม่มีใครสนุกกับการถูกกลั่นแกล้ง จนทำให้เขาเดินกลับไปขอโทษวาวาและได้สร้างสัมพันธ์ของ “เพื่อน” ขึ้นมาใหม่บนรอยยิ้มของเด็กทุกคน

จากเนื้อเรื่องง่าย ๆ นี้ทำให้แก่นของเรื่องที่ว่าถ้าเรามองข้ามความแตกต่างและมองเข้าไปในใจของคนแต่ละคน เราจะสามารถเป็นมิตรได้กับทุกเพศ ทุกวัย และทุกเชื้อชาติ นั้นชัดเจนอย่างง่ายดาย แถมเสริมด้วยวิธีการใช้เพลงเป็นองค์ประกอบในการเล่าแก่นนี้เพื่อจะสามารถจูงใจผู้ชมได้อย่างประทับใจ

อันที่จริง กลวิธีต่าง ๆ ที่ใช้ในละครหุ่นเรื่องนี้ถือว่าเป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เรารู้กันดีว่าจะสามารถดึงดูดและเข้าถึงเด็กได้ ตั้งแต่การใช้หุ่นสาย การใช้ดนตรี และเพลง หรือแม้กระทั่งการฉายกภาพของการ “วาดทราย” เพื่อสร้างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจให้กับเด็ก แลพก็ไม่แปลกอีกนั่นแหละที่เด็ก ๆ จะชอบและจ้องเขม็งจนสมาธิดีกว่าผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เสียด้วยซ้ำ ซึ่งต้องของชมทีมงานและผู้กำกับการแสดง “สินีนาฏ เกียรติประไพ” ที่เลือกนำสื่อผสมต่าง ๆ มารวมกันบนพื้นฐานที่เข้าใจพฤติกรรมและจิตวิทยาในการสื่อสารกับเด็ก ได้อย่างลงตัว

แต่ไม่ใช่ว่าการสร้างความตื่นตาตื่นใจจะเพียงพอกับการทำละครเด็กให้สมบูรณ์ได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่าคือการลงรายละเอียดของแต่ละจังหวะในการแสดง ซึ่งละครเรื่องนี้ทำได้อย่างดียิ่ง ตั้งแต่การเชิดหุ่นให้ใกล้เคียงกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีจังหวะของการคิด การตรึกตรองก่อนที่จะลงมือกระทำอะไร รวมไปถึง Reaction ที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง ในขณะเดียวกัน แม้หุ่นเชิด (รวมทั้งคนเชิด) จะไม่ได้มีบทพูดเยอะ แต่ก็อาศัยตัวท่าทางที่ละเอียดอ่อนของหุ่นในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างสวยงาม (ซึ่งก็ต้องให้เครดิตกับคณะหุ่น “แกะดำดำ” ที่ออกแบบหุ่นดังกล่าวด้วย) นอกจากนี้แล้ว สื่อผสมอื่น ๆ อย่างจอฉายภาพแผ่นใส หรือเทคนิควาดทรายก็เป็นส่วนผสมที่ “เลือก” มาแทนบทสนทนาหรือการบรรยายได้อย่างดี

ที่ผู้เขียนชื่นชอบมากเป็นพิเศษสำหรับโปรดักชั่นละครเรื่องนี้คือการอาศัยสิ่งที่ทำอะไรอย่างง่าย ๆ และไม่ต้องลงทุนเยอะ แต่สามารถสร้างความประทับใจได้ด้วยกลวิธีผสมผสานและส่งเสริมซึ่งกันและกัน เพราะถ้าใครที่เข้าไปดูละครเรื่องนี้ใน Crescent Moon Space แล้วอาจจะคิดได้ว่าเป็นงานละครเด็กที่ “บ้าน ๆ” และ “กันเอง” มากเสียเหลือเกิน ตั้งแต่ดนตรีสดจากคีย์บอร์ด หรือการฉายสไลด์ภาพด้วย “เครื่องปิ้งแผ่นใส” ที่เราคุ้นเคย และถ้าใครเหลือบมองก็จะเห็นว่าวิธีทำ animation ของแผ่นใสดังกล่าวนั้น “ซื่อ” เกินบรรยายเลยจริง ๆ

แต่ถ้าถามว่าส่วนไหนที่ผู้เขียนจะรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่บ้าง คือ “ทำนอง” ของละครทั้งเรื่องที่เหมือนจะชะงักตรงกลาง ๆ เรื่องที่ดูยังขาดหายไปหลังจากโหมโรงอย่างตื่นตาตื่นใจในตอนต้นเรื่อง ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่าต้องการความเงียบในจังหวะที่ต้องการสื่อสารเรื่องความเศร้าและความเดียวดาย แต่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีกลวิธีอื่น ๆ ที่ช่วยทดแทนและหล่อเลี้ยง “อารมณ์” ของเรื่องให้ต่อเนื่องและบันเทิงเริงใจได้อยู่ตลอดเวลา (ซึ่งจะเห็นความเจนจัดเรื่องนี้มากในบรรดาการ์ตูนเด็กของญี่ปุ่น)

อย่างไรซะ วาวา The Rice Child ถือเป็นละครเด็กที่ดีเอามาก ๆ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้อย่างง่าย ๆ มีเนื้อหาที่สื่อสารอย่างตรงตัวแต่แยบคายด้วยกลวิธีที่ร้อยเรียงมันออกมา เป็นสื่อที่ไร้สารพิษสำหรับเด็ก และเหมาะอย่างยิ่งกับผู้ใหญ่ที่คิดจะไปทำ Detox ด้านจิตใจกันเสียบ้าง


see more:
http://www.barkandbite.net/2010/10/thericechild/



Tuesday, 26 October 2010

Wawa The Rice Child

The Rice Child
October 26 & 27, 2010
at Crescent Moon Space

Crescent Moon’s experiments with music and songs, sand drawings, and a playful mix of shadow puppets – marionette and paper - to tell their story. Inspired by a Mekong folktale about bearing fruits from the same seed, theirs is a story about the friendship of two children, descended from two different cultures. Wawa comes from a minority group in Myanmar (Burma) and migrates to Thailand with her parents. Kao, just like the other Thai children, thinks that Wawa is different and joins the others in bullying her. But these children learn to know more about each other when they began to enjoy playing together. As they begin to see that they have more things in common, the relationship between Wawa and Kao evolved from discrimination to acceptance, from enmity to friendship, and from disunity to harmony.

Story & Directed by:
Sineenadh Keitprapai สินีนาฏ เกษประไพ
Set, Lighting Design & Technical Director:

Tawit Keitprapai ทวิทธิ์ เกษประไพ
Marionette workshop and training by :

Vasin Mitsuphan (Kae Dam Dam) วศิน มิตรสุพรรณ
Music Composed by :

Pornchanok Kanchanabanca พรชนก กาญจนพังคะ
Sand Drawing :

Nophand Boonyai นพพันธ์ บุญใหญ่
Shadow :

Ladda Kongdach ลัดดา คงเดช, Chantiga Chotkajornthai ฉันทิกา โชติขจรไทย


Puppeteers/Performers:
Natsarlisttar Wonenutprapha ณัชศลิษฏา วัลย์ณัฐประภา
Cheeranat Chiarakul จีรณัทย์ เจียรกุล
Sukanya Pheansri สุกัญญา เพี้ยนศรี
Arunroj Thomma อรุณโรจน์ ถมมา
Worasiri Dirapat วรศิริ ดีระพัฒน์
Sumana Sumanakul สุมนา สุมนะกุล


Crew:
Video Animation :

Jirachapong Roengjan, Tawit Keitprapai จิรัฏชพงศ์ เรืองจันทร์, ทวิทธิ์ เกษประไพ Documentation :
Kavintron Sangsakron กวินธร แสงสาคร
Set & Props :

Chaiwat Kumdee ชัยวัฒน์ คำดี
Stage Manager :

Kriengkrai Fookasem เกรียงไกร ฟูเกษม
House Manager : Donruedee Jamraschai ดลฤดี จำรัสฉาย
Production Manager :

Farida jiraphan ฟารีดา จิราพันธุ์
Producer :

Sarawanee Yodnoon ศรวนีย์ ยอดนุ่น


This project is part of Mekong Creative Arts for Advocracy Fellowship 2010

Supported by:
Save the Children UK, PETA Phillipines Educational Theatre Association, additional contributions from Terre des Hommes



Crescent Moon Theatre

One of the most active contemporary theatres in Thailand, Crescent Moon Theater aims to create theatre performances, workshop and arts activities using group efforts and dynamics. Its characteristic style is the use of collaborative approaches among its artists. For instance, the script is not only the work of the playwright but the group’s creation. Their works are designed to express their point of view, to question the meaning of life, and to surface social issues. Crescent Moon Theater is founded in the belief that theatre is the art of communication and serves as a thread to link-up people.

Crescent moon owns a small black-box theater called the Crescent Moon Space, an alternative theatre space for performances and a venue they share with contemporary theatre artists and theatre lovers.



วาวา The Rice Child

รอบแรกวันนี้

วาวา The Rice Child เป็นละครที่ถูกพัฒนาใน Mekong Laboratory 2010 ที่มะนิลา เป็นแลปที่มุ่งเน้นการทำบท เล่าเรื่องประเด็นเด็ก พระจันทร์เสีั้ยวการละครเล่าเรื่อง เด็กแรงงานข้ามชาติ เริ่มต้นความคิดจากหนังสือ และการลงพื้นที่กับองค์กรที่ทำงานด้านนี้ คือ LPN ที่สมุทรสาคร และเริ่มเขียนบท เล่าเรื่องด้วยตุ็กตากระดาษ จนวันนี้ The Rice Child เป็นหุ่นสาย มีภาพเงา มีวาดทราย มีเพลง พร้อมเปิดการแสดงรอบแรกแล้ววันนี้


Monday, 25 October 2010

The Rice Child

Next program 26-27 Oct, 2010 is "The Rice Child"



พระจันทร์เสี้ยวการละคร ภูมิใจเสนอ
ละครหุ่นสื่อผสมเรื่อง




"วาวา The Rice Child"


วันที่ 26 ต.ค. 53 เวลา 19.30 น. และ 27 ต.ค. 53 เวลา 14.00 และ 19.30 น. (3 รอบเท่านั้น)
ที่ โรงละครพระจันทร์เสี้ยว
ตึกอาคารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ
บัตร 100, 200 และ 250 บาท
โทร. 081 259 6906
http://www.crescentmoonspace.blogspot.com/


Crescent Moon Theatre proudly presents




THE RICE CHILD – a marionette and so on performance


At Crescent Moon space
Prid Banomyong Institute, Soi Thonglor
Oct 26, 2010 (Time 7.30 pm.) and Oct 27, 2010 (Time 2.00 & 7.30 pm.)


Ticket 100, 200, 250 B.
More info & Booking : 081 259 6906
http://www.CrescentMoonTheate.com/



Sunday, 24 October 2010

รอบการแสดง "อ่านสังคม"

วันที่ 23-24 ตุลาคม 2553
รอบเวลา 13.00 และ 15.30 น. (ทั้งหมด 4 รอบ)


กลุ่มที่ 1

ช่อลดา สุริยะโยธิน
อ่านเรื่อง “เงาแห่งยุคหิน” (Shadows of the Neanderthal เขียนโดย David Hutchens) แปลโดย ดร.มนต์ชัย พินิจสมุทร และ กุลชรี ตัณศุภผล

สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล
อ่านเรื่อง “โลกสันติภาพ”


กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์
อ่านเรื่อง “เพลงชาติไทย” จากหนังสือ เราหลงลืมอะไรบางอย่างไป ของ วัชระ สัจจะสารสิน

วิชญ์พล ดิลกสัมพันธ์
อ่านเรื่อง “จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา” ของ ตรัย ภูมิรัตน์

กลุ่ม 2

กรินทร์ ใบไพศาล
อ่านเรื่อง “แรด” (จากบทละคร Rhinoceros เขียนโดย Eugene Ionesco)

รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ
อ่านเรื่อง “วันที่สหายพายุกลับบ้าน” จากบทละครเขียนโดย รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ

กวินธร แสงสาคร
อ่านเรื่อง “นักเลงเฟือง” จากหนังสือเรื่อง เดินอย่างปุ๊ ของ ปุ๊ กรุงเกษม และ เส้นทางมาเฟีย ของ สุริยันต์ ศักดิ์ไธสง

สินีนาฏ เกษประไพ
อ่านเรื่อง “ชั้นที่ 7” บทละครโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี



Friday, 15 October 2010

ใครบ้างที่จะมาอ่านสังคม

โครงการอ่านบทละคร - อ่านสังคม


ครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 4 แล้ว เรามีนักทำละครมาร่วมอ่านทั้งหมด 8 เรื่อง ขอแนะนำ 4 คนแรกกันก่อนเลย




กอใจ อุ่ยวัฒนพงศ์
อ่านเรื่อง “เพลงชาติไทย” จากหนังสือ เราหลงลืมอะไรบางอย่างไป ของ วัชระ สัจจะสารสิน


วิชญ์พล ดิลกสัมพันธ์
อ่านเรื่อง “จิ้งหรีดแห่งเมืองสีเทา” ของ ตรัย ภูมิรัตน์



กวินธร แสงสาคร
อ่านเรื่อง “นักเลงเฟือง” จากหนังสือเรื่อง เดินอย่างปุ๊ ของ ปุ๊ กรุงเกษม และ เส้นทางมาเฟีย ของ สุริยันต์ ศักดิ์ไธสง


สุวรรณา พร้อมตั้งตระกูล
อ่านเรื่อง “โลกสันติภาพ”

ช่อลดา สุริยะโยธิน
อ่านเรื่อง “เงาแห่งยุคหิน” (Shadows of the Neanderthal เขียนโดย David Hutchens) แปลโดย ดร.มนต์ชัย พินิจสมุทร และ กุลชรี ตัณศุภผล


กรินทร์ ใบไพศาล
อ่านเรื่อง “แรด” (จากบทละคร Rhinoceros เขียนโดย Eugene Ionesco)

สินีนาฏ เกษประไพ
อ่านเรื่อง “ชั้นที่ 7” บทละครโดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี

รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ
อ่านเรื่อง “วันที่สหายพายุกลับบ้าน” จากบทละครเขียนโดย รัฐพงศ์ ภิญโญโสภณ


Thursday, 14 October 2010

A Play in November 2010

ละครเดือนพฤศจิกายน


กลุ่มละคร Dream Catcher
เสนอละครเวทีเรื่อง


กาลครั้งหนึ่งแห่งฝันสลาย
Once Upon A Broken Dream



รอบแสดง 5-7 และ 12-14 พฤศจิกายน 2553

ศุกร์เริ่ม 20.00 น.
เสาร์-อาทิตย์ 2 รอบ
13.00 น.และ 19.30 น.

บัตรราคา 300 บาท
โทรจองได้ที่ 080-5955029




3 Project in Oct

ตุลาคมนี้มี 3 โปรเจค ที่ Crescent Moon space






เรื่องแรก



"เด๊ดสะมอเร่" – ละคร Black Comedy

เขียนบทและกำกับ โดย นพพันธ์แอนด์เฟรนส์

ยังเหลืออีก 4 รอบ วันที่ 14,15,16,17 ตุลาคม 53 เวลา 19.30 น.
บัตร 300
โทรจองด่วน 086 814 1676


โปรแกมที่ 2

พระจันทร์เสี้ยวการละครเชิญชม อ่การแสดงอ่านบทละคร

"อ่านสังคม"
จากมุมมองนักทำละครหลายคน


23-24 ต.ค. 53 เวลา 13.00 และ 15.30 น.

ชมฟรี
จองที่นั่งที่ 081 259 6906

งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ เทศกาลศิลปะนานาพันธุ์ 3


โปรแกมที่ 3


พระจันทร์เสี้ยวการละคร ภูมิใจเสนอ

ละครหุ่นสาย "วาวา The Rice Child"

กำกับโดย สินีนาฏ เกษประไพ
ออกแบบและฝึกสอนหุ่นสาย โดย วศิน มิตรสุพรรณ / แกะดำดำ
วาดทรายโดย นพพันธุ์ บุญใหญ่
ดนตรีโดย พรชนก กาญจนภังคะ

วันที่ 25-26 ต.ค. 53 เวลา 19.30 น.
และ 27 ต.ค. 53 เวลา 14.00 น.

บัตร 100, 200 และ 250 บาท
โทร. 081 259 6906


Crescent Moon Theatre proudly presents

THE RICE CHILD – a marionette and so on performance

Directed by Sineenadh Keitprapai
Marionette design and training by Vasin Mitrsuphan
Sand Drawing by Nophan Boonyai
Music by Pornchanok Kanjanapanka

Oct 25-26, 2010 (Time 7.30 pm.)
and Oct 27, 2010 (Time 4.00 pm.)
Ticket 100, 200, 250 B.

More info & Booking : 081 259 6906
http://www.CrescentMoonTheate.com/

Thursday, 7 October 2010

Deadsmaore- before it's too late

แสดงรอบแรกแล้วเมื่ออวานนี้


Deadsamore เป็นละครรีสเตจอีกครั้ง เขียนบท และ กำกับโดย นพพันธ์ บุญใหญ่ ผู้นักแสดงและผู้กำกับรุ่นใหม่ที่น่าจับตาที่สุดคนหนึ่งในขณะนี้
Deadsamore เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิตและความตาย ที่ไม่สยดสยอง แต่ ตลร้ายก เสียดสี และ ลุ่มลึกกับการให้คุณค่าในการมีชีวิตอยู่


ครั้งนี้เขาไม่ได้ร่วใแสดงเหมือนครั้งก่อน แต่ได้นักแสดงฝีมือดี คือ คานธี อนันตกาญจน์ และ รัชชัย หรือ งิ่ง เบบี้ไมม์ ที่จะเปิดปากเล่นละครพูดครั้งแรกในครั้งนี้ ร่วมด้วยนัแสดงชุดเดิม และบางตัวละครที่เปลี่ยนไป


ติดตามชมกันได้ ค่ำนี้ ยังมีการแสดงอีก 9 รอบ

มาชมก่อนที่จะสายเกินไป

Saturday, 2 October 2010

Stage play in Oct "Deadsamore"


ถ้าคุณคิดว่าชีวิต(หรือละครเวที)มันไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ก็ลองมาดูเรื่องนี้


"เด๊ดสะมอเร่" – ละคร Black Comedy


ละคร โดย นพพันธ์แอนด์เฟรนส์

นำแสดงโดยนักแสดงละครเวทีแนวหน้าของความพิลึก

ที่ห้องพระจันทร์เสี้ยว Crescent Moon space สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ

แสดงวันที่ 6,7,8,9,10 และ 13,14,15,16,17 ตุลาคม
เวลา 19.30 น.
บัตร 300 บาท

โทรจองด่วน 086 814 1676


ถ้าคุณคิดว่าชีวิต(หรือละครเวที)มันไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ก็ลองมาดูเรื่องนี้

Wednesday, 29 September 2010

Wednesday, 1 September 2010

Next program in Sept, 2010

โปรแกมหน้าเดือนกันยายนนี้

Right Now Theatre เสนอ ละครเวที

ควันใต้น้ำ


“ถ้าฉันบอกว่ามันจบไปแล้ว คุณจะเชื่อฉันไหม”


ดัดแปลงจากบทประพันธ์ Senza Sangue
ของ Alessandro Barrico

ดัดแปลงบทโดย จตุรชัย ศรีจันทร์วันเพ็ญ
กำกับโดย สายฟ้า ตันธนา

แสดง พฤ. – อา. วันที่ 16-19 และ 23-27 กันยายน 2553
เวลา 19:30 น.
ที่ Crescent Moon space
(สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซ.ทองหล่อ)

บัตรราคา 280 บาท (นักเรียน,นักศึกษา 220 บาท)
จองบัตรที่ 081-834 0845 และ 081-116 0066

Tuesday, 31 August 2010

สูจิบัตร Little Mime Project 2

จบไปแล้วกับความสุขและความสำเร็จอย่างล้นหลามของผลงานเบบี้ไม์ล่าสุด รวมรอบทั้งหมดแสดงไปแล้ว 19 รอบ กับความสนุกสนานเฮฮาและความน่ารักของแขกรับเชิญพิเศษสุดๆ คือ น้องทันทัน

Little Mime Project 2 - สูจิบัตร

Little Mime Project เป็นงานละครใบ้เล็กๆแต่คุณภาพคับห้อง เริ่มแสดงครั้งแรกปี 2551 โดย GTH (GLUR,TA,HAO) เป็นงานกลางปีแบบรวมกันเฉพาะกิจ แก้คิดถึงแฟนๆซึ่งจะมีสมาชิกเบบี้ไมม์ แสดงเพียง 2 คน และมีแขกรับเชิญเป็น surprise อีกด้วย

Little Mime Project 2 (พบกับ 5 เรื่องสั้น มันส์สะเทิ้นอารมณ์)
RONOTS : เมื่อหุ่นยนต์เพี้ยน เจอกับหุ่นบ๊องเรื่องตต๊องๆจึงเกิดขึ้น
CROCODILE SHOW : โชว์ตื่นตาตื่นใจของคนสู้จระเข้ที่มาพร้อมความหวาดเสียวจนทุกคนต้องร้องซี้ดดด..
DOLLS : เรื่องราวอมสนุกระหว่างคนกับตุ๊กตาเจ้าปัญหา
Mr.Photo : กว่าจะถ่ายรูปซักภาพหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
The Second : ถ้ากินเนสบุ๊คไม่เคยบันทึกความเป็นที่ 2 เราจึงต้องเปิดเผยเรื่องราวที่คุณไม่อยากเป็น

นักแสดง
รัชชัย รุจิวิพํฒน์ (งิ่ง)
ณัฐพล คุ้มเมธา (ทา)
ณัษฐภัทร์ คุ้มเมธา (ทันทัน)
ทีมงาน
กำกับการแสดง นิกร แซ่ตั้ง
จัดการโครงการและบัญชี พรพรรณ ตั้งวรกุลชัย
ออกแบบและควบคุมแสง พลัฏฐ์ สังขกร
ออกแบเสียง พรชนก กาญจนพังคะ
ควบคุมเสียง ฉันทิกา โชติขจรไทย
ดูแลเครื่องแต่งกาย พรพรรณ ตั้งวรกุลชัย
อุปกรณ์ประกอบฉาก ธีรภาพ พรประดิฐ
กำกับเวที กีรติญา รินากุล, พิชเณศ
ออกแบบสิ่งพิมพ์ พรชนก กาญจนพังคะ
บันทึกภาพนิ่ง ณัฐวุฒิ ธรรมศักดิ์
ลูกค้าสัมพันธ์ พรพรรณ ตั้งวรกุลชัย
ควบคุมการผลิต คณะบุคคลกลุ่มละครเบเบี้ไมม์


ขอขอบคุณ
สถาบันปรีดี พนมยงค์
พระจันทร์เสี้ยวการละคร
B-Floor Theatre
Democrazy Studio
Happening Magazine
GOOD FM.
Madame Figaro Magazine
ครอบครัวรุจิวิพัฒน์, คุ้มเมธา, น้องจิ๋ว, น้องไผ่, และน้องเอ๊ะ
สื่อมวลชนทุกท่านที่สัมภาษณ์และช่วยลงข่าว
ทุกพื้นที่ที่กรุณาให้ติดโปสเตอร์และวางใบปลิว
เพื่อน พี่ น้อง วงการละครเวทีทุกท่านที่ช่วยเหลือแม้ไม่ได้กล่าวถึง
คนดูและแฟนคลับที่น่ารักทุกคน

Sunday, 1 August 2010

Crescent moon space : Aug 2010

Baby Mime proudly presents



Little Mime Project 2





ละครใบ้ใกล้ชิดแบบลมหายใจ อุ่นกลิ่นไออบอวลฉุนเฉียว



12-22 August 2010 / 12-22 สิงหาคม 2553
Showtime 7:30 pm. (sat-sun add 2:00pm.) / รอบเวลา 19.30 น. (เสาร์-อาทิตย์ เพิ่มรอบ 14.00 น.)

@ Cresentmoon space
Pridi Banomyong Institute
Bts: thong lor

Ticket 300 baht.
Reserve: 081-444-7034





รีบมาจองความสนุกกันนะครับ
รอบนึงจุได้แค่ 40 คนเท่านั้นนะครับ
ช้าหมดอดสนุกนะครับ


Thursday, 29 July 2010

บทวิจารณ์ "เด๊ดสะมอเร่"

บทวิจารณ์ “DeadSaMoRe”
เขียนโดย อภิรักษ์ ชัยปัญหา
ข้อมูลจาก Madame FIGARO เดือนกรกฎาคม 2553



“การมีความทรงจำเลอเลิศแต่ ‘หลอกๆ’
กับไร้ความทรงจำ อะไรเจ็บปวดกว่ากัน”


ต้องยอมรับว่า นพพันธ์ บุญใหญ่ เป็นนักการละครสมัยใหม่ที่ขยันมากที่สุด ไฟแรงมากที่สุดในยุคนี้...เพียงผ่านมาครึ่งปี เขามีผลงานมาให้เราชมในปีนี้เป็นเรื่องที่สองแล้ว เรื่องแรกเขาทำงานกับคนรัก แต่เรื่องใหม่นี้เขาทำงานเดี่ยว เขียนบทละคร กำกับการแสดง และแสดงนำ
นับตั้งแต่ละครเรื่องแรกของเขาเมื่อสามปีก่อนจนถึงวันนี้ เขาผลิตผลงานละครเวทมีมาแล้ว 6 เรื่อง ไม่นับรวมผลงานย่อยๆที่เขาไปร่วมแจมกับเพื่อนศิลปินในสาขาอื่นๆ ผลงานของเขาสร้างแรงสะเทือนให้กับวงการละครเวทีร่วมสมัยไม่น้อย ด้วยมีทั้งผู้ชมที่ชื่นชมผลงานของเขาอย่างมากและขณะเดียวกันก็มีคนไม่ชอบผลงานของเขาเลย แต่ถึงกระนั้นงานทุกชิ้นของเขาก็กลายเป็นสิ่งที่ “ต้องดู” เสมอ


เด๊ดสะมอเร่ เป็นละครอีกเรื่องหนึ่งที่นพพันธ์ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบ แอ๊บเสริ์ด (absurd) คือการเล่าเรื่องของชีวิตที่ดูราวกับเป็นเรื่องตลกขบขันไร้สาระไม่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งการเสพละครประเภทนี้ ข้อดีคือดูในระดับความบันเทิงก็ได้ เพราะนพพันธ์จัดมุขตลกร่วมสมัยเอาไว้ในละครของเขาเพียบ หรือจะดูในระดับลึกขึ้นอีกหน่อยก็ได้ เพราะนพพันธ์มีพื้นฐานเป็นนักนักอ่าน นักเสพงานศิลปะ ดังนั้นงานของเขาจึงเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ และการจัดวางเอาไว้เพื่อตีความเสมอ...



เด๊ดสะมอเร่ เล่าเรื่องชีวิตหลังความตายที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวของชายหนุ่มนักทำงานโฆษณา (นพพันธ์ บุญใหญ่) ที่ต้องประสบอุบัตืเหตุเสียชีวิตพร้อมๆกับกิ๊กของเขา เมื่อเขาฟื้นขึ้นมาก็พบกับชายลึกลับตนหนึ่ง (กีรติ ศิวะเกื้อ) ที่มารอรับเขาอยู่ และจะพาขำปไหนสักแห่ง แต่จู่ๆก็ปรากฏหญิงสาวลึกลับชุดขาวอีกคนหนึ่งที่ต้องการมาพาตัวเขาไปอีกแห่ง และในระหว่างที่ชายหญิงคู่นี้กำลังแย่งตัวเขาอยู่ เขาก็ได้มาพบกับฮิปปี้หนุ่ม (สายฟ้า ตันธนา) ผู้ออกมาวิพากษ์ปรัชญาการเมืองพร้อมๆกับจัดวางเครื่องปฐมพยาบาล ที่พอจัดเสร็จก็เก็บคืน แล้วจากไป และวิญญาณลามะเร่ร่อน (พลัฏ สังขกร) ที่อยู่ดีๆก็ลุกขึ้นจะมากินเขาเสียอย่างนั้น


ประเด็นท้าทายของละครเรื่องนี้ไปอยู่ตรงที่ชายชุดดำและหญิงชุดขาวต้องการให้เขากรอกข้อมูลในแบบฟอร์มเพื่อเลือกความทรงจำที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิต เพื่อจะได้ติดตัวเขาไปในชีวิตใหม่...แต่เขาเลือกไม่ได้ เพราะเขายืนยันว่าไม่มี!


แต่กระนั้นเขายังมีความฝัน นั่นคือการได้รับรางวัลออสการ์และกล่าวขอบคุณบุคคลต่างๆ ดังนั้นชายลึกลับและหญิงลึกลับ จึงช่วยกันจำลองความฝันของเขาให้ออกมาเป็นภาพเสหมือนจริง จากนั้นเขาก็พร้อมจะออกเดินทาง ไปอีกโลกหนึ่งพร้อมๆกับความทรงจำ “เทียม” ติดตัวไปด้วย... เจ็บไหมครับ!


ละครเลือกเล่าความตายในแบบทีเลานทีจริง ตั้งแต่การยืมชื่อ “เด๊ดสะมอเร่” มาจากคุณเทิ่ง สติเฟื่อง พิธีกรรายการทีวียุคคุณยายมาใช้ การเล่นกับกติกาในโลกหลังความตายในแบบที่ไม่ได้เป็นกฏเกณฑ์เรื่องจักรวาลที่เรคุ้นเคย ซึ่งเต้มำปด้วยความกำกวม คลุมเครือ แต่ขระเดียวกันความลุ่มหลงบรรยากาศในอดีตของนพพันธ์ ก็ยังฉายออกมาเต็มละคร ผ่านสไลด์ที่เขาฉายเป็นฉาก เพลงประกอบที่เขานำเพลงประกอบภาพยนตร์เก่าๆ รวมทั้งการจตั้งชื่อ



นพพันธ์เลือกใช้เทคนิคการเล่าเรื่องน้องลงกว่าผลงานชิ้นก่อนๆ แต่ในด้านบท ผมกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ไปได้ลึกกว่าผลงานชิ้นก่อนๆพอสมควร การออกแบบแสงที่น้อยแต่มีประสิทธิภาพมากช่วยให้เรื่องดูมีมิติและเหงาหม่น อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องจะเน้นความไม่สมจริง แต่ผมก็ยังอยากเห็น “ความจริง” ที่ตัวละครเชื่อ ออกมาพร้อมกับการแสดงที่ดูไร้สาระนั้น เหมือนกับที่สายฟ้าได้ให้การแสดงที่ดีเยี่ยมในเรื่องนี้ไว้จากตัวละครอื่นๆเพิ่มขึ้น ในการรีเสตจครั้งต่อไป


ดูละครเรื่องนี้จบ ผมไม่ได้กลัวความตาย... แต่ผมกลัวการตายอย่างไร้ความทรงจำที่มีค่ามากกว่า....


ขอขอบคุณ

คุณอภิรักษ์ ชัยปัญหา และ Madame Figaro


Monday, 12 July 2010

บทวิจารณ์ "ช่อมาลีรำลึก"

บทวิจารณ์นี้มาจากบล๊อกของ ช้าง กระทืบโลง อีกแล้ว ตามอ่านเกี่ยวกับเจ๊ช่อแพ่อตุ๊กติ๊กได้เลย ณ บัดนี้ หากใครอยากอ่านวิจารณ์เรื่องอื่นๆของ ช้าง กระทืบโลงไปตามอ่านต่อได้ที่นี่
http://chor-chang-review.blogspot.com/


คำประกาศอิสรภาพของ “แม่บ้าน”

ชื่อ ช่อมาลี แสงสุริยา
อายุ 42 ปี
สถานภาพ สมรส บุตร 2 คน

เธอก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงไทยมากมาย หรือจะว่าไป ก็คงคล้ายๆ กับผู้หญิงอีกหลายร้อยล้านคนบนโลกกลมๆ ใบนี้

เธอไม่ใช่คนเด่นคนดัง เป็นคนธรรมดาๆ บ้านๆ อะไรแบบนั้น
หรืออาจเรียกว่าเธอเป็น “เจ๊ข้างบ้าน” (“The Jeh” next door) ตัวจริงก็ย่อมได้

จากเด็กผู้หญิง “ทั่วไป” ที่ไม่ได้หน้าตาสะสวย หรือเรียนเก่งอะไร จนเมื่อเธอมีคำตอบให้แก่ครูภูมิศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง แล้วครูกลับไม่เชื่อว่าเธอตอบได้ด้วยตัวเอง ช่อมาลีจึงผันตัวเองไปเป็น “เด็กหลังห้อง” ใส่ชุดนักเรียนคับติ้ว ปากเคี้ยวหมากฝรั่งหยับๆ และก่อวีรกรรมสารพัด เช่นการกระโดดลงจากหลังคา แล้วเธอก็เติบโตขึ้นมา ดำเนินชีวิตต่อไปตามอย่างที่คนปกติ “เขาเป็นกัน” คือมีคนรัก แต่งงาน สร้างบ้าน มีลูก เลี้ยงลูก ดูแลผัว ฯลฯ

เมื่อเธอรู้ตัวอีกที หนุ่มสาวคู่นั้นที่เคยรักกันสวีทหวาน ร่วมกันสร้าง “วิมานสีชมพู” ก็พลันหายตัวไประหว่างทาง ทิ้งไว้แต่คนคนแปลกหน้าสองคน ซึ่งต้องบังเอิญมาใช้ชีวิตในพื้นที่เดียวกันเป็นบางเวลา มีให้กันก็แต่ความเงียบ หรือไม่ก็วาจาเชือดเฉือน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ช่อมาลีใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตแม่บ้านไปกับการพูดคุยกับฝาบ้าน

จนมาวันหนึ่ง ตุ๊กติ๊ก เพื่อนสาวโสดรุ่นน้องที่สนิทสนมกันมานาน ก็ทะลวงทลายชีวิตเปล่าดายของช่อมาลีลง ด้วยการชักชวนเธอให้ “หนี” ไปกรีซด้วยกัน 2 อาทิตย์ โดยตุ๊กติ๊
กจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เพื่อที่จะได้ไป “ในที่แปลกๆ ที่พูดภาษาของแ _่งไม่ได้...” (ตามคำของตุ๊กติ๊ก)

โลกที่ช่อมาลี แม่บ้านวัยกลางคน คุ้นเคย จำเจ และเบื่อหน่าย จึงถึงแก่กาลอวสานลง...

ช่อมาลีรำลึก สร้างตัวละคร ช่อมาลี แสงสุริยา (เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์) ขึ้นมา อย่างที่ทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทใจ ว่าเธอเป็น “เจ๊” คนนั้นจริงๆ ทั้งด้วยคาแร็คเตอร์ การแต่งเนื้อแต่งตัว (รวมถึงการพูดไม่ชัดในบางคำ) และการแสดงที่ดูเหมือนไม่ได้แสดง เยาวลักษณ์ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย และคลับคล้ายคลับคลา ว่าเราเองก็รู้จักคนแบบนี้ตัวเป็นๆ อยู่ด้วย

ตรงกันข้ามกับปานรัตน กริชชาญชัย ที่รับบท “ตุ๊กติ๊ก” เธอมีวิธีการแสดงอีกแบบหนึ่ง ที่ดูลอยๆ เหนือจริง และมักพรั่งพรูคำพูดเชือดเฉือนออกมาหน้าตาเฉย นอกจากนั้นแล้ว ปานรัตนยังทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งกำกับการแสดง เขียนบท และรับบทเป็นตัวละครอื่นๆ ในเรื่องด้วย ตั้งแต่คุณครูวิชาภูมิศาสตร์ ภาวิณี เพื่อนแสนสวยแสนเก่งจากวัยเยาว์ ที่ผันตัวไปเป็นกะหรี่ข้ามชาติ เจ๊เกียว เพื่อนบ้านแบรนด์เนมจอมจุ้น และเก๋ ลูกสาววัยรุ่นของช่อมาลี

ในบทละครของ ช่อมาลีรำลึก กล่าวซ้ำๆ เรื่องการเดินทางที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นบทพูดยาวเหยียด ว่าด้วยซิกมันด์ ฟรอยด์ และความสุขสมในชีวิตทางเพศของผู้หญิง ที่ไม่เคยได้รับจากผู้ชาย เปรียบเทียบกับการนั่งรถเมล์สาย 8 (สะพานพุทธ – แฮปปี้แลนด์) จะไปดอยช้างม่อย ซึ่งไม่มีวันไปถึง คำบอกเล่าของช่อมาลี ถึงละครวันคริสต์มาสที่โรงเรียนของลูก เมื่อไก๋ ลูกชายของเธอ ตัดสินใจเปลี่ยนบทพูดของยอแซฟ จนทำให้ครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ไปไม่ถึงนครเบธเลเฮม จนมาสรุปลงที่การเดินทางไปกรีซ ที่ทำท่าว่าจะล่มไปเสียก่อน เพราะช่อมาลีไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นหนีไปจากชีวิตเดิมๆ ของเธอ แต่แล้ว การตัดสินใจไปกรีซ ก็ทำให้เธอได้ค้นพบตัวตนอีกครั้งหนึ่ง หลุดไปจากบทบาทแม่หรือเมีย ตลอดจนปมต่างๆ ในชีวิตที่ถูกกดทับเอาไว้ กลายเป็นปัจเจกชนที่เป็นไท เป็นอิสระ อีกครั้งหนึ่ง

น่าสนใจว่า ตลอดทั้งเรื่อง ช่อมาลีจะเป็นฝ่ายพูดคนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่บ้าน เธอก็พูดคุยกับข้างฝา แม้เมื่อเธออยู่ร่วมฉากกับตุ๊กติ๊ก ก็ดูเหมือนว่าต่างคนต่างพูด และไม่ใช่บทสนทนา (dialogue) ทว่าเป็นบทพูดคนเดียว (monologue) ของเธอเสียมากกว่า จนทำให้เราอาจตั้งข้อสงสัยได้ว่า จริงๆ แล้ว “ตุ๊กติ๊ก” (ตุกติก ?) มีตัวตนอยู่จริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงภาพในใจของเจ๊ช่อ เป็นสิ่งที่เธอเองอยากเป็นอยากมีเสมอมา แต่ไม่เคยกล้าพอที่จะเลือก

อย่างที่จะเห็นว่า ขณะที่ช่อมาลีถูกเรียกขานด้วยชื่อจริง พร้อมนามสกุล ตลอดเวลา แต่ตุ๊กติ๊กกลับมีชื่อเรียกอยู่เพียงแค่นั้นตลอดทั้งเรื่อง ยิ่งกว่านั้น เมื่อเจ๊แกตัดสินใจขึ้นเครื่องบินไปกรีซ ตุ๊กติ๊กที่ไปด้วยกันก็ขอแยกตัวไปกับหนุ่มที่รู้จักกันบนเครื่องบิน ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อช่อมาลีกำลังลังเลใจว่าเธอจะทำอย่างไรกับชีวิตดี สุดท้าย เมื่อถึงวันกลับ ที่สนามบิน ตุ๊กติ๊กเองกลับเป็นฝ่ายแยกจากเธอไป เมื่อเจ๊ช่อไม่ยอมกลับเมืองไทย แต่ตัดสินใจจะใช้ชีวิตใหม่ของเธอที่นั่น นั่นก็คือ ตุ๊กติ๊กก็คือตัวตนอีกภาคหนึ่งของช่อมาลี ดังนั้น เมื่อเธอได้ประกาศอิสรภาพให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ตุ๊กติ๊กจึงไม่จำเป็นสำหรับชีวิตของเธออีกต่อไป

ถ้าทั้งหมดนี้ จะทำให้ฟังดูเหมือนว่า ช่อมาลีรำลึก เป็นละครเฟมินิสม์จ๋า พาเครียดหดหู่ ก็ต้องปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่จริงเล้ยยย... ละครเรื่องนี้ “ตลกมาก” (ขอบอก) และ “แร็งงง” อย่างฮา แฟนละครประเภทที่ชอบบทเสียดสี ขบกัด เย้ยหยันอย่างร้ายลึก น่าจะรักละครเรื่องนี้ได้โดยง่าย


ช่อมาลีรำลึก
New Theatre Society
ได้รับแรงบันดาลใจจากบทละคร Shirley Valentine ของ Willy Russell (บทดั้งเดิมได้รับรางวัล Best Comedy ของ Laurence OIivier Awards 1998) และกลอนชื่อ Waiting ของ Faith Wilding
นักแสดง เยาวลักษณ์ เมฆกุลวิโรจน์ / ปานรัตน กริชชาญชัย
กำกับการแสดง/เขียนบท ปานรัตน กริชชาญชัย


Cresentmoon Space สถาบันปรีดี พนมยงค์
26 – 30 สิงหาคม, 2 – 6 กันยายน 2552
เผยแพร่ครั้งแรกใน นิตยสาร Vote ปีที่ 5 ฉบับที่ 110 ปักษ์หลัง มกราคม 2553
เขียนโดย ช้าง กระทืบโรง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
http://chor-chang-review.blogspot.com/


Sunday, 11 July 2010

บทวิจารณ์ "วอเตอร์ไทม์"

บทวิจารณ์จากบล๊อก ช้าง กระทืบโลง
http://chor-chang-review.blogspot.com/



Water / Time
เวลาของน้ำ เวลาของเรา



ถ้าถามผมว่าเสน่ห์ของละคร Water / Time อยู่ที่ไหน ?

นักแสดง ? แน่นอน มือระดับคุณฮีน ศศิธร พานิชนก ที่ทั้งเรียนมาด้านนี้ ทั้งผ่านงานภาพยนตร์ ละครทีวี และละครเวทีมามากมาย คงไม่ต้องสงสัยในฝีไม้ลายมือของเธอ

ผู้กำกับ ? ก็อีกนั่นแหละ ระดับ “ครูหนิง” พันพัสสา ธูปเทียน ก็รับประกันได้อยู่แล้ว ว่าในฐานะ “ผู้ชมคนแรก” เธอย่อมต้องกลั่นกรอง เลือกสรร (หรือเค้นหา) สิ่งที่ “ใช่” ที่สุดในสายตามาเสนอแก่ผู้ชม


บทละคร ? ได้อ่านจากใบปลิวสูจิบัตร ว่าบทละครเรื่องนี้ โชโกะ ทานิกาวา (ซึ่งร่วมแสดงเอง) เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นขึ้นก่อน แล้วจึงมาแปลกลับเป็นภาษาไทย/ภาษาอังกฤษทีหลัง แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับความกระชับ ตรงไปตรงมา แต่ก็แยบคายอย่างมีชั้นเชิงของตัวบท


ฉาก ? ก็เก๋และแปลกๆ ดี ที่กลับเอาประตูทางเข้าโรงมาให้ทั้งคนดูและนักแสดงใช้ด้วยกัน คือคนดูก็ใช้ผ่านเข้ามานั่งที่ ส่วนนักแสดงก็ใช้เดินเข้าฉาก เข้ามาในห้องพักอพาร์ตเมนต์ที่ “รก” อย่างได้ใจ และสมจริง

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผมคิดว่า เสน่ห์เฉพาะตัวของ Water / Time ไม่ได้ตกไปอยู่ที่ตรงใดตรงหนึ่งที่พรรณนามาแล้วข้างต้น หากแต่อยู่ที่ “ส่วนรวม” หรือ “ผลลัพธ์” ของสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเมื่อหวนระลึกขึ้นมา กลับเด่นชัดในใจเสียยิ่งกว่าส่วนประกอบต่างๆ นั้นเสียอีก

เสน่ห์นั้นก็คือความงามอย่างเรียบง่าย จริงใจ ชนิดที่ถ้าให้นึกเองก็อาจมีอคติคิดไปว่า เป็นสไตล์ “ญี่ปู๊น ญี่ปุ่น” คือคิดมามาก แต่ใช้สอยเพียงอย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น เรียกว่า “ทำน้อยได้มาก”


ความงามในความง่ายนั้นก็คือละครที่พูดถึงเรื่องราวที่คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ จะพบเจอได้ในชีวิตประจำวันตามปกติ แต่ขณะเดียวกัน ก็ทิ้งประเด็นใหญ่หลวงน่าขบคิดใคร่ครวญไว้ให้ติดหัวคนดูกลับไปบ้านด้วย


ถ้าเล่าอย่างย่อๆ เรื่องของ Water / Time ว่าด้วย คู่ผัวตัวเมียหนุ่มญี่ปุ่นกับสาวไทย เคนจิ (โชโกะ ทานิกาวา) สามีหัวดื้อ มุ่งมั่นจะเป็นคนเขียนบท ส่วน น้ำ (ศศิธร พานิชนก) ภรรยาคนไทย ก็มีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดงละคร แต่หนทางไปสู่สิ่งที่พวกเขาวาดหวังไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในนิวยอร์ก มหานครที่เปรียบประดุจศูนย์กลางจักรวาลของแวดวงละคร น้ำต้องไปทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ หารายได้มาหล่อเลี้ยงความฝันของทั้งเขาและเธอ ในสภาพกดดัน แปลกแยกเช่นนี้ ความสัมพันธ์ที่ต้องสื่อสารข้ามพรมแดนภาษาและวัฒนธรรม (ไทย/อเมริกัน/ญี่ปุ่น) อาจดูเป็นเรื่องน่าขันสำหรับผู้ชม แต่สำหรับทั้งสองคน การที่ “คนรัก” พร้อมจะกลับกลายเป็น “คนเคยรัก” นั้น ย่อมไม่ตลกเลย

ในพล็อตเรื่องที่ดูเหมือน “ไม่มีอะไร” เช่นนี้เอง ที่องค์ประกอบทุกภาคส่วน ทั้งนักแสดง บท ผู้กำกับ ฉาก (ตลอดจนส่วนงานอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ออกนาม) กลับร่วมกันสร้างให้มี “อะไร” ขึ้นมา ตัวละครที่อยู่ต่อหน้าดูเป็น “คน” ที่มีชีวิต “จริง” จนเราสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงง่ายๆ นั้นเอง ก็ทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์ส่วนตัวเข้ากับสิ่งที่ตัวละครกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างจังๆ ดังเช่นประโยคที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้โฆษณาตั้งแต่เมื่อละครออกแสดงใหม่ๆ ก็คือ “เวลาทะเลาะกับแฟน เราพูดภาษาอะไรกัน” ประโยคง่ายๆ แค่นี้ก็อาจชักนำให้หวนรำลึกถึงประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า อีกคนหนึ่งกำลังพูดภาษาอะไรอยู่ (ฟะ!) ทำไม่ไม่เข้าใจเหรอ ? ทำไมไม่พูดภาษาเดียวกัน (กับกรู) ล่ะ ? เหมือนกันกับที่น้ำและเคนจิ ต่างเหน็บแนม ประชดประชัน และ “ทำร้าย” กันและกันด้วยภาษาที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีวันเข้าใจ

ด้วยความที่บทละครเรื่องนี้ใช้ทั้งสามภาษา คือไทย/อังกฤษ/ญี่ปุ่น ไปพร้อมๆ กัน จึงต้องฉายคำบรรยาย (subtitles) อีกสองภาษาไว้ที่ตอนบนของผนังตลอดเวลา แรกๆ ผมก็พยายามอ่านตาม แต่แล้วกลับพบว่า ทำให้เสียสมาธิกับละครไปมาก ก็เลยตัดสินใจเลิกอ่าน ในกรณีของผม - ผู้ชมชาวไทย ซึ่งพอรู้ภาษาฝรั่งนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น – นั่นก็คือการกระโดดลงไปอยู่ในละคร ก้าวเข้าไปสู่ประสบการณ์เดียวกันกับสาวน้ำแบบตรงๆ และปรากฏว่าวิธีนี้ได้ผลน่าสนใจดีทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้น การเลิกอ่านคำบรรยายยังทำให้เรารับรู้พลังหรือ “สาร” ที่นักแสดงส่งออกมา ซึ่งอยู่พ้นไปจากอำนาจของถ้อยคำเสียด้วยซ้ำ

ชื่อเรื่อง Water / Time นั้น ในทางหนึ่ง ก็อาจจะหมายถึงบทละครที่เคนจิเขียน และน้ำเข้าใจว่าคงหมายถึง “เวลา(ของ)น้ำ” แต่พร้อมกันนั้น ละครก็ตั้งใจชักพาผู้ชมให้คิดไปถึงสำนวนที่มีทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่ว่าเวลาและวารีย่อมไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่เคยรั้งรอใคร สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ย้อนกลับไม่ได้ (เพราะชีวิตไม่มีปุ่ม undo เหมือนในโปรแกรมคอมพิวเตอร์) ดังนั้น (ถ้าจะให้ฟังดูเป็นทางพระๆ หน่อย ก็คงต้องบอกว่า) จึงพึงใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ใช้วันเวลา ณ ขณะนี้ให้เต็มเปี่ยม ทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง ว่าเราน่าจะทำได้ดีกว่านั้น ถ้าเพียงแต่เรารู้เท่าทันว่า เวลากำลังใกล้จะหมดลงแล้ว...

ดูเหมือนว่า Water / Time จะบอกผมอย่างนั้น


Water / Time
Cresent Moon Space (สถาบันปรีดี พนมยงค์)
LIFE Theatre
กำกับการแสดง: พันพัสสา ธูปเทียน
นักแสดง: โชโกะ ทานิกาวา, ศศิธร พานิชนก, อภิรักษ์ ชัยปัญหา
17 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม และ 11 – 13 และ 18 – 20 กันยายน 2552


พิมพ์ครั้งแรกใน Vote ฉบับที่ 114 ปักษ์หลัง มีนาคม 2553
เขียนโดย ช้าง กระทืบโรง

ขอขอบคุณข้อมูลจากบล๊อก : ช.ช้างกระทืบโลง